movie

 

             ..วันก่อนได้ไปดูหนังญี่ปุ่นที่น่าดูมาก ๆ เรื่องหนึ่ง หากใครอยู่ในกรุงเทพฯ อยากให้ไปดูหนังเรื่องนี้กันจัง...

 

โปสเตอร์เวอร์ชั่นนี้น่ารักดี..(แต่ท่าจะเป็นเพลงประกอบนี่... '_' )

       

      กับบางคำพูดกระทบใจในเรื่อง

    "คนเราไม่ได้ตัดสินกันตรงที่ว่าเราได้อะไร แต่อยู่ที่ว่าเราให้อะไร"

     "ทุกคนมีฝัน แต่มีบางคนเท่านั้นที่ทำตามความฝันของตัวเองสำเร็จ, แล้วคนที่เหลือล่ะ?"

 

               เป็นหนังอีกเรื่องที่อาจทำให้เรายิ้มทั้งน้ำตา

               ผมรู้สึกว่าการที่ได้ดูหนังเศร้างาม ๆ อย่างนี้มันช่วยปลุกปลอบให้ความรัก และความอ่อนโยนฉายชัดขึ้นในใจเราอีกครั้งหนึ่ง และยังรู้สึกเอิบอาบไปด้วยความรู้สึกว่า ในชีวิตคนธรรมดามากมายนั้น แสนอัศจรรย์และยิ่งใหญ่ได้เสมอหากเราใส่ใจที่จะมองเห็นคุณค่าในการใช้ชีวิต และรู้จักเจือจานความรักให้แก่กันอย่างแท้จริง

 

        ...ว่าแต่ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายแล้ว (ถึงวันพุทธที27 มิ.ย.)เห็นเขาว่ารอบท้ายสุด มีของที่ระลึกให้ด้วยนะ

หลากเหตุผลและความสำคัญที่ทำให้คุณต้องมาดู Memories of Matsuko


* สัปดาห์ที่หนังเข้าฉาย 3 พฤษภาคม ไปที่ไหนคุณก็จะเจอแต่ Spriderman จนเบื่อแน่นอน แต่ house ฉายหนังที่คุณจะประทับใจที่สุดของปีนี้แน่นอน เรากล้ายืนยัน


* Memories of Matsuko หนังเรื่องนี้สีสวยมากๆๆๆ ใครที่เข้าได้ดู Kamikaze Girls ผลงานเรื่องก่อนของผู้กำกับท่านนี้คงจะทราบกันดีเรื่องการทำสีสวยๆในหนังให้เราได้ชม จึงแนะนำว่าควรดูในโรงหนังมากๆ


* Memories of Matsuko เข้าชิงรางวัลเจแปน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ถึง 9 รางวัลด้วยกัน (รวมทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม) และสามารถคว้ามาได้ 3 รางวัล คือ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (แกเบรียล โรแบร์โต และ ซึโยชิ ชิบูยะ), ลำดับภาพยอดเยี่ยม (โยชิยูกิ โคอิเกะ) และ รางวัลนักแสดงนำหญิง ของ มิกิ นากาตานิ ซึ่งได้รับการลงมติว่าเป็นบทนำหญิงที่มีสีสันที่สุดในปี 2006


* Memories of Matsuko ได้รับคัดเลือกจาก บลู ริบบอน อวอร์ดส์ (เวทีประกวดภาพยนตร์ที่น่าเชื่อถืออีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น) ให้เป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในปี 2006 ที่ผ่านมา เคียงข้างหนังอย่าง Hula Girls ซึ่งเป็นตัวแทนญี่ปุ่นไปชิงรางวัลออสการ์


* นิตยสารคีเนมะ จุนโป (Kinema Junpo) นิตยสารภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ยกให้ Memories of Matsuko เป็นหนัง 1 ใน 10 ภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในปี 2006


* ด้วยความที่เคยกำกับมิวสิค วิดีโอมาก่อน ผู้กำกับ เทตสึยะ นากาชิมะ เลยสร้างโลกของมัตสึโกะใน Memories of Matsuko ให้ออกมาสวยเหมือนนั่งดูมิวสิค วิดีโอสีฉูดฉาด และสอดแทรกด้วยงานศิลปะแบบป๊อบอาร์ตที่ถึงใจ ตามความตั้งใจของนากาชิมะที่อยากให้หนังเรื่องนี้เป็นที่รวบรวม งานพาณิชย์ศิลป์ ของญี่ปุ่นทุกอย่างมาใส่ไว้ด้วยกัน ตั้งแต่เพลงญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น แฟชั่นแบบญี่ปุ่น ฯลฯ


* แกรดี เฮนดริกซ์ นักวิจารณ์จากนิวยอร์ก ซัน ยกให้ Memories of Matsuko เป็นหนังต่างประเทศที่ดีที่สุดที่ยังไม่ได้รับการจัดจำหน่ายในอเมริกา ประจำปี 2006


* Memories of Matsuko ติด 1 ใน 10 บนตารางทำเงินทั้งๆ ที่ตัวหนังออกฉายไปแล้วเป็นจำนวน 5 สัปดาห์ และออกฉายด้วยจำนวนโรงที่น้อยกว่าหนังใหญ่ๆ เรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ Memories of Matsuko ยังสร้างปรากฏการณ์กับคนดูด้วยการทำให้คนดูบางคนร้องไห้ แต่บางคนกลับหัวเราะออกมาในฉากเดียวกัน

ข้อมูลนี้หยิบมาจาก http://www.houserama.com/นะ




edit @ 25 Jun 2009 21:42:58 by เขียนเอง

edit @ 28 Jun 2009 19:53:15 by เขียนเอง

เรียนดี ไม่เรียน(ก็)ดี

posted on 13 Feb 2007 20:38 by kiennews

'เปอร์'final score-2007(ภาพจากหนัง)

 

ช่วงเวลาที่หอมหวานที่สุดของชีวิตเราอยู่ในวัยไหน...

สำหรับผมคงจะเป็นช่วงตั้งแต่ขึ้นชั้นม.4 จนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยในปี1-2 (ส่วนปี3-4ยิ่งใกล้จบยิ่งไม่ค่อยสนุกมากเท่าไหร่แล้ว) ตอนขึ้นชั้นม.ปลายและเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมจะได้เรียนร่วมชั้นกับหญิงสาวนั้น ผมงกๆเงิ่นๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดแทนตัวเองอย่างไรดีเวลาต้องเปิดฉากพูดคุยกับสาวๆ ในห้อง จะฉันหรือเค้า เราหรือผม เป็นงงจริงๆ

ช่วงชีวิตระหว่างนั้นเมื่อได้มองย้อนกลับไปทีไร มันช่างมีหลายสีสรร หลากอารมณ์เหลือเกิน เผลอๆเราอาจทั้งหัวเราะ และหลั่งน้ำตาให้กับมันได้พร้อมๆกัน เมื่อตกลงไปในภวังค์ของอดีตเก่าๆเหล่านั้น

หนังเรื่องหนึ่งที่เพิ่งได้ดูฉุดดึงความทรงจำหลากหลายในวัยเยาว์นั้นให้หวนคืนมาในห้วงความทรงจำอีกครั้ง ในรายละเอียดของเรื่องราวอาจมีผิดแผกแตกต่างตามยุคสมัย แต่ผมคิดว่าความรู้สึกบางอย่าง รับรู้ สัมผัสได้คล้ายๆกัน

หนังเรื่อง Final score- 356 วันตามติดชีวิตเด็กเอ็นฯ หนังที่สะท้อนชีวิตจริงของเด็กหนุ่ม ซนๆกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องเคี่ยวกรำตัวเองในปีสุดท้ายให้ผ่านสมรภูมิของการสอบระดับประเทศที่มีสัดส่วนผู้ชนะเพียงแค่หยิบมือหนึ่งจากทั้งหมดเท่านั้น หลังจากหนังจบ ไม่ต้องอ้างอิงบทวิจารณ์ให้ไขว้เขว ผมตัดสินตามความรู้สึกได้ทันทีว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เข้าขั้น"ประทับใจ"

กับใครหลายคน ด้วยวันวัยที่พ้นผ่าน วันนี้เราอาจเริ่มหลงลืมไปแล้วว่าเราเคยรู้สึกปั่นป่วนเช่นไรเมื่อครั้งอยู่ในวัยเดียวกับเหล่าเด็กหนุ่มในหนังสารคดีเรื่องนี้ วันที่เราบางคนยังคงเถียงกับพ่อ ทะเลาะกับแม่ได้คำต่อคำ บ้างก็อกหักรักคุด เรียนตกกันมาเหมือนๆกัน(อย่างน้อยก็ผมล่ะ)

เหมือนฝันไป.. ไม่นาน ผมยังคงจำภาพที่ต้องทนเคี่ยวเข็นตัวเองให้ท่องอ่านตำราเล่มโตๆ เพื่อ "จำ" ไปสอบอยู่หลายเดือน ทุกเย็นที่โต๊ะตัวนั้นในโรงเรียนกวดวิชาใกล้บ้าน

ตอนที่พวกเปอร์กับเพื่อนๆ ในเรื่องพากันไปเที่ยวทะเลหลังสอบเสร็จ มันก็ทำให้ผมเห็นภาพตัวเองไปเที่ยวทะเลกับกลุ่มเพื่อน ม.ปลายครั้งสุดท้าย ที่เกาะช้างเมื่อหลายปีก่อนได้ชัดนัก

บ่ายหนึ่งที่บังกะโลริมหาดวันนั้น แม้บรรยากาศจะกลายเป็นสีเทาหม่นไปแล้วจากม่านฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เราอาจมาผิดฤดู แต่แทนที่เราจะนั่งจับเจ่าอย่างเหงาๆในบังกาโล เพื่อนคนหนี่งเลือกเตะบอลสาดยาวออกไปไกลยังชายหาด หลังจากนั้นที่ชายหาดจึงมีเงาของไอ้หนุ่มบ้าๆห้าหกคนไล่เตะลูกกลมๆกันอย่างเมามันท่ามกลางสายฝนนั้น และนั่นคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เตะบอลกับพวกมันอย่างสนุกเถิดเทิงที่สุดในชีวิต

ถ้าเพื่อนคนหนึ่งไม่เริ่มเตะบอลและวิ่งนำออกไป เราคงไม่รู้รสของการเล่นบอลท่ามกลางสายฝนริมชายหาดว่ามันสนุกและเย็นสบายแค่ไหน เท้าเปลือยเปล่าที่ย่ำไปบนลานทรายชุ่มฝนก็นุ่มเท้าดี จะล้มจะกลิ้งแต่และทีก็ไม่มีใครเจ็บตัว เผลอๆจะนอนเหยียดยาวไปเสียเท่านั้น

...หลังจากดวลแข้งกันไปสักพัก ก็มีคนมาขอเล่นกับพวกเรา วันนั้นถ้าจำไม่ผิดผมซัดเข้าประตูไปสองลูกจากสิบลูกที่พวกเรายิงฝ่ายตรงข้ามได้ เราชนะไปท่วมท้น แต่แพ้ชนะคงไม่สำคัญเท่าความสุขมวลรวมของพวกเราในบ่ายวันนั้น

ในหนัง... ฉากเปอร์กับเพื่อนๆ เล่นฟุตบอลริมชายหาด ร้องเล่นเต้นสนุกกัน ทำเอาใจผมลอยไปถึงเพื่อนๆที่ต่างกระจัดกระจายไปไกลกัน และตอนค่ำที่ริมหาดนั้นเองลุงเด็กหนุ่มขี้สงสัย โยนคำถามหนักๆ เข้าไปในวงเพื่อน

"เฮ้ยถามจริงๆ เหอะ อนาคตพวกมึงอยากจะเป็นอะไรวะ"

โดยน้ำเสียง คำถามนั้นต้องการคำตอบอย่างจริงจัง และโดยวัยของคนตอบก็ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่จะมีคำตอบสำเร็จรูปในฝันอีกต่อไป คำถามนี้ทำให้วงคุยเงียบลง เหมือนเว้นที่ให้ความนึกฝันทำงาน

บางทีอาจจะไม่ใช่เด็กม. ปลายเหล่านี้เท่านั้นที่ ไม่ชัดเจนกับอนาคต แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ บางคนจนถึงวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจในคำตอบของตัวเองเช่นกัน หรือเราบางคนก็อาจจะเชื่อในคำตอบสำเร็จรูปของคนอื่นไปแล้ว โดยเฉพาะในหนังสือฮาวทูสอนรวยเร็วขายดีเหล่านั้น

"กูอยากเป็น......." หลังจากอึกอักอยู่พักใหญ่ สารพัดความในใจจึงพรั่งพรูออกมา ท่ามกลางความอบอุ่นของเพื่อนพ้องและกองไฟ การได้พูดคุยเปิดใจ กับเพื่อนสนิทใกล้ชิด อย่างน้อยก็คงช่วยเติมฟืนไฟ ให้กำลังใจกันได้ไม่มากก็น้อย

ผมนึกถึงวันวัยที่เคยผ่าน วันที่ยังสับสนกับความคิดที่โตไม่ค่อยจะทันกับร่างกาย อนาคตในวันนั้นยังดูซีดจางเสียเหลือเกิน เราเพียงรู้ว่าคณะไหน "น่าจะเป็นไปได้" สำหรับสมองอย่างเรา แต่เรากลับไม่รู้ว่าเรารักอะไร... รักไม่ชัดเจน

พอใกล้วันสุดท้ายของการเรียน 'ลุง' อีกแล้วที่ตั้งคำถามกวนใจเพื่อน...

"เฮ้ยมึงรู้ไหมว่า ความรู้ คืออะไรวะ"

ลุงถามเพื่อนไปหลายคนก่อนจะถูกเพื่อนถามกลับ

"เอาแต่ถามคนอื่น แล้วมึงล่ะว่าไง"

"ความรู้...ก็คือที่อยู่ในหนังสือเรียน"

"แล้วมึงอ่านไหม"

"ไม่เคย" เพื่อนถามเองตอบเอง

คนดูในโรงหัวเราะกันคิกคัก แต่ก็มีบางคนมีคำตอบให้หยุดคิดต่อ...

เมื่อลุงไปถามครู คุณครูตอบว่า "ความรู้คือ ทุกอย่าง ทุกอย่างรอบตัว"

ส่วนเปอร์คิดว่า "ความรู้...คือประสพการณ์"

อืม...

"Reader"ห้องสมุดกลาง มช. 2543

 

........................

ผมนึกถึงสมัยที่ผมเพิ่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในปี 2539 รุ่นพี่ในตอนนั้นจะให้น้องๆปีหนึ่งตามขอ "ลายเซ็น" ของพี่ๆทุกชั้นปี น้องๆต้องขอมาให้ได้มากกว่าคนละ 100 ชื่อจึงจะสามารถนำไปแลกกับหัวเข็มขัดของเมเจอร์สื่อสารมวลชนที่เรียนอยู่ได้

กว่าที่พี่แต่ละคนจะยอมเซ็นให้น้องๆได้ น้องก็ต้องทำอะไรบางอย่างตามที่รุ่นพี่สั่ง ตอนนั้นผมก็ทำสารพัด ตั้งแต่ให้ไปขอความรักจากรุ่นพี่ผู้หญิง ท่องจำกฎที่ผู้ชายเมเจอร์นี้ต้องจดจำคือ 1 ผู้หญิงต้องมาก่อน(ดูแลผู้หญิง) 2 ต้องนำผู้หญิงให้ได้ 3หญิงชายมีสิทธิเสมอกัน ประมาณนี้.. มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งบอกให้ผมเรียกร้องความสนใจจากเขาให้ได้ก่อนถึงจะยินยอมเซ็นชื่อให้ คิดอยู่สักพักผมจึงแกล้งทำทีว่าเกิดผื่นแพ้และคันไปทั่วตัว จนทนไม่ไหวต้องถอดเสื้อนักศึกษาออกต่อหน้ารุ่นพี่สาว และหันไปโบกรถจักรยานยนต์ที่ผ่านไปมา ให้ช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลในทันที พอแน่ใจว่ารถเลี้ยวลับโค้งพ้นตารุ่นพี่แล้ว ผมจึงเฉลยความจริงกับพลเมืองดีและขอลงจากรถ

ลายเซ็นของรุ่นพี่ที่ได้มา ส่วนใหญ่จะไม่เซ็นเปล่าแต่มักจะเพิ่มเติมถ้อยคำต้อนรับ หรือเตือนใจแถมให้เราด้วย บ้างก็แนะนำตัวเองไว้อย่างดี กลัวน้องลืม ซึ่งก็มักจะต้านทานวันเวลาไปได้ไม่นานนัก ส่วนใหญ่คนที่ผมจะจำได้นาน มักไม่เกี่ยวกับวิธีการแนะนำตัว แต่มักเกี่ยวเนื่องกับความผูกพันช่วยเหลือกันในระหว่างช่วงชีวิตนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ก็มีอยู่บ้างบางคนที่ผมกลับจำได้อย่างยาวนาน แม้นับครั้งนับคำที่เคยพูดจากันได้

ที่จำได้ก็ด้วยถ้อยความบางคำบนกระดาษที่ผมยื่นให้เขาเซ็นให้นั้นเอง จากร้อยลายมือในสมุดดำทำมือเล่มเล็กที่ใช้บันทึกลายเซ็น ผมกลับชอบคำอวยพรสั้นๆ ของ พี่ดำ รุ่นพี่ปี4ผิวเข้มหน้าดุ พี่ดำเขียนข้อความสั้นๆว่า

"ขอให้มีประสพการณ์.."

และด้วยความข้อนั้น มันกลายเป็นประโยคทองที่ผมมักจะถ่ายโอนไปสู่น้องๆ รุ่นต่อไปเสมอ หากมีโอกาสได้มอบลายเซ็นให้

จะว่าไปงานการที่ทำทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นโอกาสที่มาจากบางความสัมพันธ์ของเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยเชื่อถือชอบพอกันมา แต่กับเรื่องวิธีคิดและการทำงานส่วนใหญ่นั้นผมกลับรู้สึกได้ว่า มันค่อยๆเกิดขึ้นจากการได้ลงมือดู และ(ถ่าย)ทำเอง มากกว่าที่จะได้จากตำราและอาจารย์

ครั้งหนึ่งสมัยเรียนไม่จบ(สักที) ผมพยายามจะเข้าไปขอเรียนพิเศษเกี่ยวกับการถ่ายภาพจากรุ่นพี่คนหนึ่งที่จบวิชาถ่ายภาพมาจากเมืองนอก แต่แล้วเขาก็ทำให้ผมต้องสะดุดกับคำพูดสั้นๆ

"เอ็งอยากถ่ายรูปใช่ไหม"

"ครับ"

"อยากถ่าย ก็ไปถ่ายสิ... ไม่ต้องมาเรียนหรอก"

หลังจากได้ยินอย่างนั้นผมก็รู้สึกผิดหวังเล็กๆ และหลบหน้าหายไปไม่กลับไปหารุ่นพี่คนนี้อีก

ผ่านไปนานวัน ผมถึงคิดได้ว่า ความรู้ความเข้าใจบางอย่าง อาจไม่ได้บอกสอนกันได้ง่ายนัก และโดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับศิลปะ ที่ไม่ใช่เรื่องหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง

ผมเข้าใจว่าวันหนึ่งต่อเมื่อผมได้พยายามจนชัดเจนในทิศทางบางอย่างที่เป็นตัวเองเท่านั้น เขาถึงจะมีประโยชน์และช่วยผมได้จริงๆ เมื่อถึงตอนนั้นหากต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ผมคงจะรู้ว่าผมควรจะถามอะไร และผมอยากรู้อะไรอย่างแท้จริง หรือที่สุดแล้วผมอาจจะไม่รู้จะถามอะไรกับเขาอีก คงไม่ใช่เพราะรู้รอบตอบเองได้ทั้งหมดแล้ว แต่บางเส้นทางเดินที่แตกต่างอาจต้องการความรู้ และเครื่องมือที่ต่างกัน และสุดท้ายเราต่างต้องเดินไปตามเส้นทางของเราก็เท่านั้นเอง

ย้อนกลับไปที่คำถามในหนังที่ลุงอยากรู้ว่าความรู้คืออะไร ผมจึงชอบคำตอบของเปอร์ที่ว่า "ความรู้ คือประสพการณ์"

หลังจากใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอยู่นาน5ปีครึ่งก่อนออกมาทำงาน ถึงวันนี้ผมพบว่าที่ผ่านมา หาก ประสพการณ์ = ความรู้ อย่างที่เปอร์ว่า ผมก็อาจมีความรู้ไม่มาก...แต่ก็ไม่น่าจะน้อยเกินไป

และอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ ความรู้ ไม่ใช่ ความจำ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. ที่ว่าจะเขียน tag ก็ไม่ได้เขียนสักที ..ว้า..
edit @ 2007/02/14 00:07:10
edit @ 2007/02/14 00:16:58


edit @ 2007/02/14 00:55:13

จะใช้ยา..หรือ อาวุธ..

posted on 12 Jan 2007 21:19 by kiennews

Zhangziyi The Banquet -2005

...

...

จากเหตุระเบิดที่ไม่มีใครคิดฝัน ในวันที่เราต่างน่าจะมีความสุขกันมากที่สุดวันหนึ่ง

เรื่องน่าเศร้าผ่านไปกับการบาดเจ็บล้มตาย บาดแผลของคนเหล่านั้นอาจหายได้ แต่แผลที่ฝากไว้ในใจผู้คนนั้นสาหัสนัก

แต่บางทีผมคิดว่าเราอาจจะเข้าใจถึงหัวอกของชาวบ้านที่อยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวทางภาคใต้ได้มากขึ้นเช่นกัน มันเป็นความกังวล ปนหวาดระแวงที่เราไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใครกันแน่ และวันนี้ มันเกิดขึ้นแล้ว ที่นี่.. กรุงเทพฯ

ผมนึกไปถึงหนังจีนเรื่องหนึ่งที่เพิ่งออกโรงไป นำแสดงโดยดาราสาวที่ดังที่สุดของจีน หนังเป็นเรื่องของโศกนาฎกรรมความรักในรั้วในวัง ที่เกี่ยวพันถึงความเป็นไปในบ้านในเมือง
ฉากหนึ่งที่นางเอกซึ่งเป็นพระมเหสีลอบออกจากวัง ไปหาซื้อยาพิษจากพ่อค้าที่เชี่ยวชาญที่สุดในเรื่องยาพิษ นางต้องการวางยาสังหารจักรพรรดิ์ผู้จงรักภักดีต่อเธอ แต่เธอก็ยังตัดใจจากองค์รัชทายาทที่เคยรักกันไม่ได้
แล้วนางก็ได้ยาพิษชนิดหนึ่ง ที่ปริมาณเพียงปลายเล็บเขี่ยก็ทำให้คนหนึ่งคนสิ้นใจได้ในไม่กี่อึดใจ เป็นยาพิษที่นับได้ว่าร้ายกาจที่สุดที่พ่อค้าเคยมี
ด้วยความสงสัยนางจึงคงถาม พ่อค้าอีกว่ายังมียาพิษตัวไหนที่แรงกว่านี้อีกไหม

พ่อค้านิ่งไปอึดใจหนึ่ง "มีสิ"

" พิษอะไร "

" ใจคน.."

ถ้าอาวุธที่แท้จริงอยู่ที่ใจ แล้วทุกวันนี้เขาเอาอะไรไปสู้กับผู้ก่อการร้าย

พิษอยู่ในจิตใจ จนใจเป็นพิษ เราจะควรจะใช้ยาแก้พิษอะไรดี

จะใช้ยา..หรือ อาวุธ..

...

..

ปล.

...เอารูป จาง จื่อ อี๋ มาให้ดูอีกนิดแล้วกัน

เป็นรูปขาวดำก็งามดีนะ..



edit @ 2007/01/12 22:06:40
edit @ 2007/01/12 22:08:35