2007/Oct/26

 

         แม้เราจะเพิ่งคบกันมาได้เพียงขวบปีหนึ่ง แต่ความผูกพันของเราสองคนนั้นล้ำลึกลงไปมาก.. จากความสัมพันธ์ระหว่างช่างภาพ – นักเขียนในกองบรรณาธิการนิตยสาร-สารคดีชีวิตเล่มหนึ่ง พัฒนาไปเป็น....(เอ่อ.. อย่าคิดมาก) ...เพื่อนที่ไว้ใจ

นอกจากความสามารถในการเขียนที่เลิศล้ำ (ไอ้) ‘โดม’ มันเป็นคนประเ ภท ‘นักเลงโบราณ’และยังชอบทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยแซวใคร ๆ ไปทั่ว ถึงแม้จะมีผู้จัดการส่วนตัวคอยคุมอยู่แล้วแต่มันก็ยังพลิ้วได้

เป็นนักบอลก็คงเป็น ‘พอล แกท์สคอย’ อวบแต่พลิ้ว ต่างแต่ว่าของมันเลยช่วงอวบระยะสุดท้ายไปเยอะ

ถ้าใครเคยดูรายการ ‘คนค้นคน’ ตอนลุงเสรี –คนบุญผู้หยาบช้า คนบ้าผู้น่านับถือ บางทีผมก็ยกมันไว้ในฐานะลูกลุงเสรี เวลาต้องอธิบายให้ใครต่อใครฟังถึงเพื่อนคนนี้

ถึงอย่างไรหากเราได้เดินทางไปทำงานในที่ไกล ๆ ด้วยกันจะมันส์..มาก มีเรื่องคุยเรื่องฮากันตลอด โดมเป็นมนุษย์ที่หยาบคายแต่จริงใจ.. และขี้อำ

ค่ำวันหนึ่งเรากินข้าวด้วยกัน ในบรรยากาศฝนตกพรำ ๆ ฟังดูโรแมนติก มันเล่าให้ฟังถึงอดีตที่เคยเป็นนักบอลในสังกัดทีม ธนาคารกรุงเทพฯ (วันนั้นมันสวมเสื้อทีม ธ.กรุงเทพฯด้วย) และเกือบติดทีมชาติ! แต่บาดเจ็บเอ็นหัวเข่าขาดเสียก่อน เนื่องจากมันเล่าได้ทั้งอารมณ์ และรายละเอียด ผมก็ดันเชื่อสนิทใจจนเก็บไปเล่าต่อ ..

พอหลังจากนั้นเจอใครมันก็เล่าเรื่องที่ผมถูกมันอำอย่างสนุกปาก..

ถึงโดมจะกวนโอ้ย..ขี้อำ แต่ถึงวันนี้ผมเริ่มได้รับโอนถ่ายเคมีบางอย่างจากมัน .. ทั้งความโผงผาง หยาบคาย แต่มันทำให้ผมเรียนรู้ว่าบางทีด้วยความหยาบคาย(บ้าง..) มันอาจทำให้คนเราคุยกันง่าย และสนิทใจกันมากกว่า และมากกว่าใครหลายคนที่พูดจานิ่มหูดูดีที่ได้รู้จักมากมายในเมืองใหญ่แห่งนี้

ที่สนิทกันขนาดนี้ อาจเป็นได้.. ลึก ๆ แล้วคงเพราะเราต่างก็เป็นคน ‘บ้านนอก’ เหมือน ๆกัน

 

ปล. กับภาพที่เห็น เป็นช่วงพักงาน เรากำลังทำกิจกรรมยอดฮิตร่วมกันผ่าน ‘จอยสติ๊ก’ เล่นเกมฟุตบอลที่เด็กชายค่อนประเทศรู้จักในนาม ‘วินนิ่งฯ’ ไงครับ

 

ปล.....2 เรื่องข้างบนเป็นเรื่องที่ผมส่งเข้าชิงรางวัลโน้ตบุ๊ค..น่ะครับ ถ้าพอมีเวลาได้โปรดเข้าไปแวะดูที่ http://www.yourcompanion.in.th/picpost/details.php?id=125

คนที่ร่วมโหวตก็ได้ลุ้นด้วยนะครับ ถ้าจะใจดีโหวตให้ผมก็ขอบคุณมากนะครับ (ขอกันดื้อ ๆ อย่างนั้น)

edit @ 26 Oct 2007 02:37:09 by เขียนเอง

2007/Sep/28

3 ทหารเสือ .. เกาะเกร็ด 2550

..

.


ไม่ได้อัพอะไรนานมาก พอจะเข้ามาก็เคอะเขินบล็อกตัวเองซะอย่างนั้น..

ชีวิตช่วงสองสามเดือนมานี้ก็ยุ่งเป็นพัก ๆ และเนื่องจากสุขภาพอินเตอร์เน็ตของออฟฟิศไม่แข็งแรงเลยแทบไม่ได้เข้ามาดูอะไรเลย เอาเป็นว่าขอบันทึกสถาณการณ์ชีวิตแบบอิสระก็แล้วกัน
สัปดาห์ก่อนไปคลองถมแล้วไปเจอจักรยานประกาศขายใหม่เช้งเหลือเชื่ออยู่คันหนึ่ง ที่ร้านหัวมุมแยกเสือป่า ร้านเดิมที่เราเคยซื้อจักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นและจักรยานเสือภูเขาคันแรก(และหายไปแล้วนั่นแหละ)

ที่น่าทึ่งก็คือมันเป็นจักรยาน Trek รุ่น4500 ที่ราคาของใหม่อยู่ที่ประมาณ18000 บาท แต่เขาเอามาประกาศขายแค่ 8000 บาทเท่านั้น ..

ลูบ ๆ คลำ สักพัก เริ่มหน้ามืดเหมือนถูกมนตราแห่งแหวน..เอ้ย!จักรยานครอบงำ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีเงินเก็บแต่ก็อยากได้จักรยานเสือภูเขามาแทนคันเก่า เพราะคันเก่าเป็นจักรยานถนนซึ่งบอบบางกว่าจะเอาไปลุยกับสภาพเส้นทางที่อยากไปในอนาคต สุดท้ายก็มัดจำไปก่อนและดิ้นรนค้นบัญชีเงินฝากและ ขายจักรยานคันเก่าให้คนที่ออฟฟิศไป2000 บวกเงินไป 6000 จึงได้เสือตัวใหม่มาครอบครอง..
แต่พอได้มาก็เกิดวิตกจริตไปอีกว่ามันราคาถูกจัด.. เฮียคนขายเจ้าเก่าบอกว่าคนขายเขาติดหนี้พนัน ก็ไม่รู้จะเชื่อได้แค่ไหน แต่คิดว่าถ้าเราไม่เอาก็คงมีคนมาโฉบไปแน่นอน สุดท้ายก็เลยไปตั้งกระทู้ไว้ที่เว็บ Thaimtb ยังไงถ้าว่าง ๆก็ลองแวะไปดูที่นี่ได้ http://thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=177130
เอาเป็นว่าตอนนี้ก็มีจักรยาน...ใหม่แล้ว เหลือแต่จะจัดสรรวันเวลาที่จะพาตัวเองออกเดินทางเมื่อไหร่ ที่ไหนเท่านั้น..


..ช่วงนี้พอนึกได้ว่าอายุใกล้เลขสาม..สิบ ก็เริ่มจะกังวลและสับสนอีกครั้งว่าจะเอาไงกันต่อดีกับชีวิต อยู่ที่กทม.ทำงานมาได้ 3 ปีพอดีดัก ถ้าอนาคตอยากทำงานสอนก็ต้องเรียนต่อ.. บางคนแนะนำว่าเรียนที่ดี ๆ ก็ต้องจุฬา แต่จะเรียนก็ต้องใช้ตังค์เยอะมาก..ยิ่งภาคพิเศษยิ่งแพง แล้วถ้าจะเรียนภาคปกติ จะหาเงินยังไง หรือจะไม่เรียนมันแล้ว.. ไปปั่นจักรยานทั่วไทยเลยแล้วกลับบ้าน กลับสู่ความเรียบง่าย ได้อยู่ใกล้ ๆ พ่อแม่
รู้สึกเหมือนกำลังเดินไปสู่ทางแยกใหญ่อีกครั้งหนึ่ง..

ปล.ถือว่ามาเขียนจดหมายระบายความเป็นไปช่วงนี้แล้วกันครับ ว่าแต่ช่วงวัยนี้.. มีใครมีปัญหากังวลแบบผมบ้างไหมครับ หรือกำลังไปได้ดีกับชีวิต..เล่าสู่กันฟังครับ

ปล.เขียนเนื้อความข้างบนไว้หลายวันแล้ว(20 กย.)เพิ่งลงได้วันนี้เอง เน็ตมันห่วย..(ว่าไปโน่น)


edit @ 2007/09/28 13:12:36

2007/Jul/23

"""""""""" เน็ตมันช้า.. รูป แปะไว้ก่อน... อ่านเอาเรื่องกันก่อนนะ ..........

...

ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ..

มีใครคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า
"ถ้าเราเริ่มทำสิ่งที่ชอบเพียงวันละนิด เราก็จะทำมันได้มากในอนาคต แต่ถ้าเราต้องฝืนใจทำสิ่งที่ไม่อยากจะทำ เราก็จะต้องทำมันมากขึ้นทุกที"

คำกล่าวนี้ดูมีมูลความจริง เพราะคนในปัจจุบันส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ตนไม่อยากจะทำมากขึ้นทุกที ในขณะที่ได้ทำสิ่งที่ตนเองอยากหรือรักที่จะทำน้อยลง ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ต้องฝืนใจทำสิ่งที่ตนไม่รักและไม่สมัครใจมากมายเหลือเกินสิ่งเหล่านั้นมีมากจนกลายเป็นเงื่อนไขจำยอมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของชีวิต

นับตั้งแต่อาชีพการงานอันน่าเบื่อหน่าย ชีวิตอันรีบเร่ง การออกงานสังคมอันน่าเหนื่อยหน่าย เงื่อนไขทางสังคมบีบคั้นให้เราต้องใช้ชีวิตไปตามครรลองที่มีอยู่ จริงอยู่เราได้รับการยอมรับมากขึ้นและมีสถานะทางสังคม แต่ก็เป็นตัวของตัวเองน้อยลง และไม่อาจทำหลายสิ่งหลายอย่างที่ตนปรารถนา

การที่ต้องฝืนใจทำสิ่งใดอยู่นาน ๆ นี้ เป็นการทำลายศักยภาพในจิตใจ และทำลายสีสันอันงดงามของชีวิต มันจะทำให้จิตใจเฉื่อยชาขาดความกระตือรือล้น การทนฝืนนั้นเป็นรสชาติอันฝาดขมของชีวิตมนุษย์

เราน่าจะลองหันมาทำสิ่งที่รักและอยากทำให้มากขึ้น แบ่งเวลาในแต่ละวันให้กับการทำสิ่งที่ตนเองรัก ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็นับเป็นช่วงเวลาอันมีค่า ปลูกต้นไม้ เล่นกับลูก ๆ พูดคุยกับเพื่อน ๆ ฟังเพลง วาดรูป เขียนบันทึก ดูภาพยนต์ และละครดี ๆ รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม หรือไปท่องเที่ยวชมความงาม และอยู่กับความสงบของธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้ช่วยจรรโลงและหล่อเลี้ยงจิตใจ ถึงแม้มันเป็นเพียงกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูไร้คุณค่า และไม่ใช่ธุรกิจที่ทำให้เราได้รับเงินมา แต่ก็เป็นเวลาอันมีคุณค่าที่เราจะได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง

คนนั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อหาเงินทอง หรือเพื่อมีชีวิตรอดเท่านั้น เขายังเกิดมาเพื่อที่จะเป็นและทำสิ่งที่เขารักด้วยาแม้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจหมายถึงการอยู่อย่างจน ๆ คนแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกวิถีชีวิตของตนเอง และเป็นวิถีที่เขารัก

เริ่มทำในสิ่งที่เราชอบและรักที่จะทำเสียแต่วันนี้ เพื่อที่จะได้ทำมันมากขึ้นในอนาคต

พจนา จันทรสันติ / ในท่ามกลางอารยธรรมผุกร่อน น.๑๒๘

................

บทความข้างบนผมคัดลอกมาจากหนังสือของคุณ พจนา จันทรสันติ ครับ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มหนึ่งที่ได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือ เห็นตั้งอยู่ในชั้นลดครึ่งราคาของสำนักพิมพ์เคล็ดไทย เปิดพลิกดูเนื้อความแล้วชอบเอามาก ๆ ช่วงนี้หยิบมาอ่านก่อนนอนบ่อย ๆ ไม่น่าเชื่อว่างานเขียนชิ้นนี้ผ่านกาลเวลามาเกือบ ๆ สามสิบปีแล้ว คือคุณพจนา เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๒๓-๒๕๒๔ ผมได้มาอ่านฉบับพิพม์ครั้งที่ห้า(ปีพ.ศ. ๒๕๔๔)เอาในปีกึ่งศตวรรษนี้เอง คุณพจนาเขียนไว้ในคำนำว่าช่วงที่เขียนบันทึกเหล่านี้เป็นช่วง Angry Young Man เป็นคนหนุ่มเต็มไปด้วยความเรียกร้องต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม

ผมว่าแม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปี แต่งานชิ้นนี้ก็ยังไม่เก่าเลยว่าไหมครับ