อปา... เป็นนายแบบให้ผมฝึกมือตั้งแต่ตั้งไข่ถ่ายภาพ จนวันนี้อปาก็ยังยิ้มแฉ่งได้เหมือนเดิม...

 

 

ครอบครัวของผม ก็คงเหมือนหลาย ๆ ครอบครัวโดยเฉพาะคนจีน ที่มักจะถือเอาช่วงกินข้าวสนทนาวิสาสะกันฉันพ่อ-ลูก  คุยกันได้สารพัด ตั้งแต่เรื่องกับข้าวกับปลากระทั่งลามไปถึงเรื่องการบ้านการเมือง แต่ไม่รู้ผมเกิดมาเป็นมารผจญพ่อผมหรือเปล่า เพราะหลาย ๆ ครั้งเรามักจะต้องโต้คารมกันเพราะความเห็นต่างเสมอ

ถ้ากินข้าวไปดูข่าวโทรทัศน์ไปด้วย ก็ต้องคอยฟังพ่อบ่นว่านักการเมืองคนนี้ชั่วอย่างนั้นเลวอย่างนี้ โดยเฉพาะกับฟากที่พ่อเกลียดเข้าใส้ ขณะที่ผมชิงชังกับอีกฝั่งหนึ่งมากกว่า เรื่องการเมืองยังคงเป็นเรื่องที่สมานฉันท์กันได้ยาก เห็นกันตั้งแต่ในบ้านเลยทีเดียว บางทีความคิดเห็นที่เราคิดแล้วว่าดี ก็เปล่าดายที่จะพูดไป หากเรามีศรัทธาต่างกัน ทางที่ดีที่สุดที่ผมทำได้คือ ฟัง และเงียบ ถ้าการได้ระบายความรู้สึกเป็นความสบายใจของพ่อ ก็ยอม ๆ แกไปบ้างก็ไม่เป็นไรกระมัง

เรื่องที่พ่อเล่าบนโต๊ะกินข้าว ถ้าจะนับ คงเป็นร้อย ๆเรื่อง หลายเรื่องก็วนเล่าซ้ำอยู่บ่อย ๆ  แต่คงเพราะสีหน้าแววตาของพ่อที่ดูมีชีวิตชีวาทุกครั้งเมื่อฉายภาพเก่า ๆ ออกมา เห็นแล้วก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย

 เรื่องที่พ่อเล่า หากไม่ใช่เรื่องความสุข ก็มักจะเป็นเรื่องทุกข์เศร้าแต่เก่าก่อน หรือเจ็บช้ำน้ำใจกับใครบางคน สงสัยว่าเรื่องที่คนเรามักจะจดจำ ก็มักเกี่ยวโยงอยู่เพียงแค่เรื่องสุข-ทุกข์เท่านั่นกระมัง  ยิ่งสุขมาก หรือทุกข์หนัก ๆ ก็จำนาน พอเวลาผ่านไปนานก็อาจตกตะกอนกลายเป็นบทเรียน

ทฤษฎีชีวิตของพ่อนั้น หลายหัวข้อก็น่าสนใจเกินกว่าจะปล่อยเลยไป แม้จะดูซ้ำซาก แต่นั่นก็ทำให้ผมจำได้ขึ้นใจ และนึกขึ้นได้เมื่อถึงคราวต้องใช้มัน

ในบรรดาเรื่องที่พ่อเล่า  มีหลายเรื่องไม่เพียงแค่น่าจำ แต่ยังควรนำไปเล่าต่อ

พ่อเป็นช่างเปิดร้านบัดกรีของตัวเองอยู่ในกลางตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุต้น ๆ ยี่สิบ ร้านห้องแถวของพ่อไม่มีชื่อ แต่พ่อก็ฝากฝีมือไว้จนคนรู้จักไม่น้อย พ่อรับจ้างทำรางน้ำ ปล่องดูดควัน เรื่อยไปถึงอะไรก็ได้ที่ทำด้วยแผ่นโลหะต่าง ๆ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง พ่อก็สามารถตัดแต่งแปลงเป็นชิ้นงานให้ลูกค้าได้หมด

จะว่าชีวิตของพ่อเป็นเบ้าหลอมมาจากคนรุ่นปู่ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนทุกหนทางเพื่อให้มีที่อยู่ที่ยืนได้ในสังคมก็ว่าได้   

หลังแต่งงานใหม่  ๆ สมัยยังหนุ่ม ๆ พ่อจะชอบเล่นการพนันไม่ว่า ม้า มวย ไพ่ ไก่ชน พ่อเคยผ่านมาหมด เสียเงินกับวงพนันไปรวม ๆ กันคงไม่น้อย

แต่พอมีลูก พ่อก็เริ่มตัดใจจากวงพนันจนได้ ทำได้แค่ไหนไม่รู้ แต่จู่ ๆ วันหนึ่งพ่อก็นึกอยากพาพวกเราไปเที่ยว ตอนนั้นผมกับพี่ยังเล็กเกินกว่าจะจำความได้ พี่ชายผมโตพอช่วยตัวเองได้ ส่วนผมแม่ยังต้องคอยอุ้มกระเตงเหน็บไว้ข้างเอวอยู่อย่างนั้น

 พ่อเลือกพาพวกเราไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ (สมัยที่ยังไม่มีหมีแพนด้า) ใช้บริการอันมีเสน่ห์ของรถเมล์ทั้งไป-กลับ ตอนนั้นระบบขนส่งในเชียงใหม่ดูดีกว่าตอนนี้ รถราก็ยังไม่ดูวุ่นวายเท่าไหร่ พาลูก ๆ ดูเก้ง หมี ชะนี กวาง จนหายสงสัย ก่อนกลับพ่อยังชวนแม่แวะกินเกี๊ยวน้ำกันอีกสองชาม จนอิ่มหนำกันทั้งบ้าน

ถึงบ้านพ่อควักเงินในกระเป๋ามานับดู เงินหายไปแค่ 33 บาทเท่านั้น

พ่อว่านึกถึงตอนที่ยังไม่เลิกเล่นไก่ เล่นม้า พ่อเคยสูญเงินไปวันเดียวเป็นร้อยเป็นพันมาแล้ว

เงิน 33 บาทนี้จึงกลายเป็นตัวเลขมหัศจรรย์ที่พ่อไม่มีวันลืม เพราะมันพาเราเที่ยวด้วยกันได้ทั้งบ้าน เสียงหัวเราะและความสุขของพวกเราในวันนั้น กลายเป็นความทรงจำที่ทำให้พ่อไม่คิดหันกลับไปเล่นการพนันอีกเลย จะมีก็แต่ซื้อหวยเผื่อรวยลัดบ้างก็แค่นั้น...

แล้ววันหนึ่ง... พ่อล้มป่วยลง อาการเจียนอยู่เจียนไปของพ่อทำให้ผมฉุกคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิต พ่อป่วยเพราะการสูบบุหรี่มาอย่างยาวนาน แม้จะเลิกมาได้ร่วมสิบปี ถึงวันนี้พ่อจำเป็นต้องเจาะคอใส่ท่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น เวลาจะพูดคุยอะไรก็ลำบาก เพราะต้องใช้มืออุดท่อที่คอไว้ก่อนพูด

แม้จะดูลำบาก แต่ผมกลับได้คุยกลับพ่อมากขึ้น ในเวลาที่ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกที ไม่ได้บ่นบอกให้ใครเศร้าซึ้ง ซึ่งที่จริงอาจเป็นเรื่องน่ายินดี หากพ่อไม่เป็นแบบนี้ ผมจะได้กลับบ้านหรือ และถ้าไม่...ผมอาจจะปักหลักทำงานอยู่ในเมืองหลวงอย่างนั้น อย่างดีก็กลับบ้านได้เดือนละหน

อาจจะดูเหมือนจนมุม... แต่พอลองคิดไป อะไรมันเหมือนถูกจัดวางจังหวะไว้หมด พ่อป่วย - ผมออกจากงาน กลับบ้าน ได้มีเวลาอยู่กับพ่อนานขึ้น 

ชีวิตอาจจะดูไม่มั่นคง แต่ถ้าจะแสวงหาความมั่นคง เมื่อผมเห็นลมหายใจที่แผ่วเบาของพ่อในห้องผู้ป่วยหนัก ผมก็เกิดคำถาม แล้วอะไรทำให้ชีวิตมั่นคง การงาน หรือเงินทอง อะไรเป็นคุณค่าของการมีชีวิต แล้วเราหามันเจอแล้วหรือ

 

...................................

       

บ่ายอีกวันหนึ่งผมขับรถพารุ่นพี่นักเขียน-นักสัมภาษณ์มือดี ไปหาที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ นั่งเงียบกันอยู่นานกว่าเขาจะพูดถามอะไรสักคำ เขาพูดน้อยกว่าเขียน แต่ด้วยเคยทำงานประจำในหนังสือพิมพ์-นิตยสาร เมื่อเปิดประเด็นคุย เขามองเรื่องสังคมได้แยบยล คมคาย ขณะที่ตัวหนังสือของเขาก็ละมุนละไมอยู่ในที แต่ครั้งนี้เขากลับดูเดือดดาล ขณะที่เรากำลังขับรถผ่าน ถนนนิมมานเหมินทร์ ที่เต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรา... บ้านดูดีมีราคา ซึ่งน่าจะเป็นถนนทองหล่อ ของเมืองเชียงใหม่

แ..งไม่รู้มันไปรวยจากไหนกันมากมายวะ ถึงมีเงินมาทำนู่นทำนี่กันเยอะแยะไปหมด

 เราพูดคุยกันไปอีกหลายประโยค อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน อาจฟังเหมือนตัดพ้อ แต่แก่นใหญ่ใจความก็คือ ขณะที่ผมกำลังคิดจะหาอะไรทำที่บ้าน เพียงเพื่อให้พออยู่พอกินตั้งตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็จำกัดจำเขี่ยด้วยทุน จนที่คิดไว้ ก็ได้แต่คิด แล้วคิดอีก ก็ไม่ได้ทำสักที หรือบางทีแทนที่จะเอาแต่คิดลงทุน มุ่งหาผลกำไร บางทีเราอาจคิดมากไป

มีน้อย ก็ใช้น้อย ค่อยอยู่ค่อยกินไปดีกว่า นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มในรถผมสรุปตามประสาคนทำงานอิสระ

ก็น่าคิด...แล้วถ้าไม่ทำจะอยู่ได้ไหม ถ้าหาอยู่หากินกับต้นทุนที่มีอยู่จริง อยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัวสักนิด คิดรัดกุมเรื่องใช้จ่ายสักหน่อย แทนที่จะหาทางขยับขยายเปิดร้าน... สู้รับจ้างอิสระกันไปเล็ก ๆ มีน้อยใช้น้อยไปก่อนดีกว่าไหม

พ่อเคยพูดบ่อย  ๆ ว่า ประหยัดคือกำไร ผมนึกถึงวินัยการใช้เงินสมัยที่ตัวเองยังทำงานกินเงินเดือนหมื่นกว่าที่กรุงเทพฯ บางทีก็มีรายได้จากงานพิเศษบ้าง แต่ด้วยนิสัยที่ไม่รู้จักเก็บออม พอสิ้นเดือนก็ไม่เหลืออะไร

ผมเคยถึงกับต้องคุ้ยหาเศษเหรียญตามซอกโต๊ะที่หอพัก เพื่อเอาไปซื้อมาม่ามาต้มกินประทังชีวิต กระทั่งเพื่อนสนิทต้องหยิบยื่นเงินให้ ซึ่งก็น่าประทับใจ แต่ไม่น่ายินดีกับตัวเองนัก

นึกไปถึงคำพูดของเพื่อนอีกคน...ที่รับงานออกแบบอิสระ มันเคยบอกว่า ไม่รู้ทำไมเวลามีเงินเยอะ ๆ แล้วต้องรีบใช้ให้หมด สงสัยจะช่วยกระตุ้นให้ทำงานต่อไม่ทำตัวขี้เกียจ

ย้อนหลังไปในอาชีพการงาน ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับอดีตสาวโรงงานทอผ้าแถบรังสิต ซึ่งเงินต่อเดือนของเธอแม้รวมโอทีแล้ว ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ผมเคยได้เลยด้วยซ้ำ แต่เขาต้องทำงานแทบไม่ได้หยุดพัก ต้องเย็บผ้าให้ได้ตามยอดในเวลาที่กำหนด คนในโรงงานหลายคนไม่มีเวลาแม้จะกินข้าว กระทั่งจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ต้องกลั้นใจอั้นไว้(จนหลายคนเป็นโรคไต) ไม่งั้นทำไม่ทัน

เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ เธอต้องหิวข้าว หิวน้ำไม่ต่างไปจากผม แต่ด้วยเงินเท่านั้น การกินอยู่ของเธอ ก็ดูจะผิดเพี้ยนจากเราไปเสียมากมาย

ที่หอพัก เธอต้องอยู่รวมกันสามหรือสี่คน ถึงจะพอจ่ายค่าเช่าไหว เพราะยังต้องกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด

สถานภาพอย่างนี้ไหนเลยจะพูดถึงเงินเก็บเงินออม ให้เจ็บช้ำน้ำใจ   

.......................................................

 

ถึงตอนนี้ผมกลับบ้านมารับงานอิสระ ได้อาศัยอยู่บ้านกับพ่อแม่ ดูจากสถานการณ์เศรษฐกิจ คงยากที่จะหาเงินทอง ในสภาพที่คนกำลังจะตกงานอีกนับแสน มีคนพร้อมจะออกมาแย่งที่ทางทำกินกันอีกมากมาย มองไปรอบตัวกับเพื่อนวัยเดียวกัน หลายคนเริ่มเติบโตในสายงานที่ทำ เริ่มมีความมั่นคงในชีวิต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็กำลังหาทางออกให้ชีวิต เมื่อเจอหน้า หรือคุยกันออนไลน์ หลายคนมักจะพูดตรงกันว่า อยากมีกิจการส่วนตัว

หลายคนอยากมีร้านกาแฟ -เบเกอรี่  หรือกิจการในฝันจำนวนมาก ที่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือฮาวทูขายดี (มีขายตรงบ้าง แอบขายบ้าง... )

กับวันคืนที่อ่อนไหว หนังสือบางเล่ม อาจจะสะกดใจให้เราตกอยู่ใต้อำนาจของมันได้ไม่ยาก

ผมก็ไม่ต่างจากเพื่อน ที่อยากเป็นเจ้านายตัวเอง แต่ผมก็กลัวใจตัวเองเช่นกัน

กลัวว่าในการมุ่งมั่นทำมาหากิน อาจมีบางอย่างหล่นหายไปในระหว่างทาง

ผมนึกถึงเรื่องราวมากมายบนโต๊ะกินข้าว นึกถึงเรื่องที่พ่อพาพวกเราไปเที่ยวครั้งนั้น นอกจากการเที่ยวได้คุ้มค่าในราคาแสนประหยัด ผมคิดว่าสิ่งสำคัญกว่าอาจไม่ใช่เรื่องที่ว่า วันนั้นพ่อใช้เงินไปเท่าไหร่

ในวันที่เราคิดกันแต่เรื่องเงินทอง บางทีผมคิดว่า แค่เรามีเวลาให้กันบ้างก็พอแล้ว

และบางทีผมคงต้องนึกเรื่องหาเงินให้น้อยลงอีกนิด แล้วคิดถึงคำของพ่อให้ขึ้นใจ

ประหยัดคือกำไร จำไว้นะ

ขอบคุณครับพ่อ...

 

 

ปล. -เดิมทีผมเขียนเรื่องนี้ส่งไปลงคอลัมน์ 'His voice' ในนิตยสาร IMAGE ฉบับ May 2009 ปกอนันดากับจื๊ด-แสงทอง) ด้วยความกรุณาของคุณนิด และพี่หมี บก. - ขอบคุณที่ให้โอกาสครับ... : )

       -เรื่องที่ได้ลงตีพิมพ์เป็นส่วนย่อจากเรื่องที่ผมเอาลงที่ Exteen วันนี้ ซึ่งตอนนั้นผมตัดตอนส่งไปเพื่อให้ได้ความยาวตามที่กำหนดไว้ในเล่ม (ถ้าได้ไปอ่านดูจะรู้ว่า ผลจากการ Edit ของมืออาชีพนั้นทำให้เรื่องกระชับและอ่านง่ายขึ้นอีกมากเลยครับ)

       

 

 


edit @ 4 Jul 2009 19:09:36 by เขียนเอง

edit @ 14 Jul 2009 20:48:48 by เขียนเอง

Comment

Comment:

Tweet

ลึกซึ้งdouble wink

#43 By แบบบ้านๆ (180.183.50.68) on 2011-08-22 16:39

เห็นด้วย มันคือสัจธรรมของชีวิต

#42 By ชาติ (118.173.182.189) on 2010-02-16 11:37

ิอ่านแล้วมันช่างละม้ายคล้ายๆช่วงชีวิตที่ผมเคยทำงานอยู่ กทม และบ้านผมก้ออยู่้เชียงใหม่เช่นกันครับ
ผมหวังว่าวันนึงผมจะกลับไปทำมาหากินที่บ้านครับ ด้วยความคิดคล้ายๆคือ แค่มีพอกินพอใช้เหลือเก็บยามป่วยไข้ มันคงไม่ยากเกินไป

#41 By DblMac on 2010-01-03 07:15

ตระกูลนายนี่ไม่อ้วนกันสักคนเลยหรือ

#40 By gear on 2009-08-14 01:57

ชอบเหมือนหลายๆ คนเลยค่ะอาจารย์

"ประหยัดคือกำไร"

แต่สำหรับกำไรของหนู

ก็คือความสุขค่ะ

^^

#39 By jor-jar on 2009-07-24 21:38

Hot! big smile

คิดถึงบ้านบ้าง

แม่ไม่มีเงินเดือนเลย

แต่แม่มีเงินเก็บเยอะกว่าเบนอีกอ่ะพี่embarrassed

#38 By เบน on 2009-07-23 15:54

คุณพ่อหน้าเหมือนกับอาจารย์เลยอ่ะ

นึกว่าอาจารย์เอารูปตัวเองไปแต่งภาพ

55+



แวะไปเยี่ยมเยียนบล็อกของหนูบ้างก็ได้

แอบน้อยใจนิดนึงangry smile
พี่เขียนขาา อย่าเรียกอย่างนั้นสิคะ หนูอายชาวบ้านชาวช่อง55555

หนูก็สบายดีค่าา ตอนนี้ไม่ได้ทำงานประจำ รับฟรีแลนซ์ทำงานที่บ้านค่า

ถ้ามีโอกาส มาบางกอก บอกชางแกงค์บ้างนะค๊า จะได้ไปกินข้าวกันอีกbig smile

#36 By monchanok on 2009-07-18 16:29

^____ ^


คุณพ่อน่ารัก มาก ก !

#35 By N a P i T a * on 2009-07-14 16:04

รูปน่ารักจังค่ะพี่เขียน

พี่เขียนสบายดีมั้ยคะbig smile

ตั๊ก ต้าเจียห่าว

#34 By monchanok on 2009-07-13 20:35

เนื้อหาดีมากเลยครับ


อาจารย์แวะไปชมบล๊อกผมด้วยนะครับ

#33 By taweetak on 2009-07-12 12:33


สุดยอด ได้ความรู้มากมายมหาศาล

ฝากเว็บด้วยนะ

ลงประกาศ ซื้อขาย ฟรี
http://www.siamshopmarket.com/

#32 By kokkok on 2009-07-11 11:55

"ประหยัด คือ กำไร" ว้าว!!!big smile

#31 By "ซาลาเปา" on 2009-07-10 23:17

แวะเข้ามาอ่านฉบับเต็ม ไม่ว่าเนื้อหาจะสั้น-ยาว ตัวหนังสือของเขียนก็อ่านได้ละมุนไม่ต่างกัน อ่านแล้วอุ่นดีจัง :)

#30 By nidnid (124.122.162.141) on 2009-07-10 11:58

เมื่อไหร่จะอัพเอ็นทรีใหม่สักทีน้า

รออ่านๆ

อ้อ ขอแอดFavนะคะbig smile

#29 By olive on 2009-07-09 22:13

"กลัวว่าในการมุ่งมั่นทำมาหากิน อาจมีบางอย่างหล่นหายไปในระหว่างทาง"

นั่นก็เป็นสิ่งที่เราและแม่มักจะคิดระแวงระวังอยู่เสมอ

จริงๆ ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่ได้ "ทำมาหากิน" เหมือนคนอื่นเขา ก็ยังสะเพร่า ละเลยอะไรไปเยอะแยะมากมายเหมือนกัน

ช่วงนี้งานยุ่ง อยากมาเม้นท์ยาวๆ ไว้ค่อยมาต่อวันหลังเนอะ

#28 By เหมียวเหมียว (68.202.222.8) on 2009-07-09 17:34

คุณพ่ออาจารย์น่ารักดีค่ะ

*ขอบคุณสำหรับข้อความและกำลังใจค่ะ
*หนูมาไม่ทันdead poet... จะพยายามตามหาทีหลังนะคะ
ประหยัดคือกำไร แล้วจะจำไว้..big smile open-mounthed smile confused smile Hot!

#26 By Moo Duck Dick on 2009-07-06 15:25

ผมไม่ค่อยได้คุยกับพ่อเลย . . Hot!

#25 By ameen on 2009-07-06 10:07

สุดยอดมากเลยครับ

จะจำเอาไปใช้บ้างนะครับ

#24 By นายอุ๊ย!! on 2009-07-05 23:58

ูู^^ เขียนดีมากจริงๆครับHot!

#23 By sage_nu on 2009-07-05 21:15

เห็นภาพคุณพ่อคุณแล้วดูท่านมีความสุขดีนะคะ รอยยิ้มบางๆของท่านดูแล้วอบอุ่นดี ทำให้ฉันพลันนึกถึงบรรยากาศเก่าๆขึ้นมา..

สำหรับบทความของคุณเขียนได้ดีและขอชื่นชม เป็นการหยิบยกเรื่องราวธรรมดาที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันเป็นเรื่องให้น่าขบคิดและมองเห็นความจริงที่เราควรจะเป็น

pOsitive thinking,..i like sO fOr this entry na ka^^

#22 By jEn'(a lOt lOst) on 2009-07-05 21:00

ปอนว่าคนเราอยากได้ความมั่นคงในชีวิตครับ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่รู้ว่าไอ้ความมั่นคงที่ว่านั่นคืออะไร sad smileทำให้ต้องไขว่คว้าไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าคนเราหาให้เจอปอนว่าเราก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขเลยนะครับdouble wink

#21 By ปอนปอน on 2009-07-05 16:51

ความพอเพียงที่หาได้ยาก

ในสังคมตอนนี้ค่ะ


อยากกลับไปอยู่บ้านแทนที่จะอยู่เมืองหลวง

แต่ก็ยังมีอะไรที่ต้องคิดอีกมากมาย

เพราะชีวิตเรา

ไม่ใช่มีแค่เรา

แต่คนอื่นๆก็ถือว่าคือชีวิตเรา

เราจึงต้องคิดถึงคนอื่นด้วย

^0^

#20 By tae_moship on 2009-07-05 13:18

เรื่องดีจริงๆค่ะ Hot!

#19 By PunPrai on 2009-07-05 11:33

อิๆ พี่ชายติด Hot Postcry

#18 By Variety-Phet on 2009-07-05 10:55

เขียนดีครับ...ชอบbig smile

#17 By tongg on 2009-07-05 10:25

Hot! Hot!

คุณเขียน..เขียนได้ดีมาก ๆ เลยค่ะ..

ขออนุญาตนำไปใช้ในชีวิตนะคะ..
big smile big smile

#16 By 12345 on 2009-07-05 08:09

ชอบว่ะค่ะ

เขียนดีจัง เป็นนักเขียนหรือเปล่าคะbig smile

#15 By olive on 2009-07-05 00:27

Hot! Hot! Hot!

#14 By iDoi* on 2009-07-05 00:25

ไม่เคยได้ยินประโยคนี้มาก่อน
แต่ผมชอบนะ มันง่ายและเจ๋งดี
"ประหยัดคือกำไร"

big smile big smile big smile Hot!

#13 By h|b|b on 2009-07-05 00:12

ลืมค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#12 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-07-05 00:01

‘‘ประหยัด คือกำไร’’

ชอบมากค่ะbig smile

#11 By .. * Ar๋tist ♥ on 2009-07-05 00:01

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ประหยัดคือกำไร
ไพเราะยิ่งนัก และ จะต้องลองทำสะแล้วbig smile

#10 By freeda on 2009-07-04 23:56

ใช้ให้คุ้มค่า เกิดอรรถประโยชน์สูงสุด นี่คือคำที่โดนสอนมาเหมือนกันbig smile

#9 By Mango Hotel on 2009-07-04 23:53

Hot!

แปะดาวสามล้านดวง

#8 By noporonVLN on 2009-07-04 23:44

อ่านแล้วทราบซึ้งมากครับ เพลิน และชวนให้ตระหนักถึงความเป็นไปในโลก ขอบคุณครับ

Hot! Hot! Hot!

#7 By เอกน้อย on 2009-07-04 23:21

หลายคนรอบตัวผมกำลังทำบางอย่างหล่นหายไประหว่างทาง ...

#6 By sansanae on 2009-07-04 23:21

Hot! Hot! big smile

#5 By sansanae on 2009-07-04 23:20

การอยู่กับครอบครัว และการมีรายได้สูง ส่วนมากจะตรงข้ามกัน
แต่การได้อยู่กับครอบครัว ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแลกด้วยอะไรได้จริงๆครับ Hot!

#4 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-07-04 23:20

Hot! Hot!

#3 By เจ้าโต on 2009-07-04 23:16

"ประหยัดคือกำไร"
แต่ดูว่าคนส่วนใหญ่ จะชอบขาดทุนนะคะsurprised smile

Hot! Hot!

#2 By Variety-Phet on 2009-07-04 19:02

“ประหยัดคือกำไร จำไว้นะ”--เยี่ยมมากคับ Hot! Hot!

#1 By hackerlife on 2009-07-04 18:53