เงา..เง่า..เง้า..เง๊า..เหงา อนุเสาวรีย์สามกษัตริย์ -เชียงใหม่ 2548

...

..

 

 

 

เมื่อวานตอนค่ำ ผมต่อรถเมล์จากอนุเสาวรีย์ชัย กลับมายังที่พักในย่านรามคำแหง

คราวนี้หลังจากขึ้นรถและมีที่ว่างให้เลือกนั่ง ผมซึ่งอยู่ในสภาพอ่อนเปลี้ยจากการถ่ายภาพและแบกกระเป๋ากล้องมาครึ่งค่อนวัน ก็ผลอยหลับไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

โดยเฉพาะวันนี้ได้รถแอร์(ปอ.168)ด้วย ละอองจากฝนตกเกาะหน้าต่างรถ มองผ่านออกไปเห็นแสงไฟท้ายรถที่ติดอยู่เป็นแพ ดูสวยงามคล้ายงานศิลปะ

แอร์เย็น ๆ ทำเอาผู้โดยสารเกือบทั้งคันพร้อมใจกันค้อมศรีษะทำความเคารพคนขับรถกันเป็นแถว แต่มองๆ ไปก็ไม่ค่อยจะพร้อมเพรียงและเป็นทิศเป็นทางนัก

โชคดีไม่มีใครกรน..

แค่ตัวผมเองตอนรู้สึกตัวก็เกือบจะเอาหัวไปเกยหัวใหล่คนข้างๆอยู่แล้ว ฝนตกรถติดอย่างนี้..ยิ่งในรถเดี๋ยวนี้ชอบเปิดเพลงให้ฟังเพลิน ๆไปอีก บรรยากาศดีไม่เบา

แต่พอตื่น (จริงๆน่าจะเรียกว่างัวเงีย หรือเมาขี้ตาอยู่) ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้หลับไปอย่างชิล ๆ แบบพวกเรา

พวกเขามาทีหลัง และยืนเกาะราวกันไปตามธรรมเนียม แต่พอเหลียวมองไปข้างหลังก็สะดุดใจกับลุงคนหนึ่ง คะเนว่าอายุเลย 60 เขายืนอยู่ใกล้ๆที่ผมนั่ง

คิดอยู่อึดใจ ผมก็ลุกให้เขานั่งแรกลุกขึ้นหันหลังลุงแกก็ทำหน้างง ๆเล็กน้อย (เพราะคงเห็นผมนั่งอยู่นานแล้ว)

ต้องบอกแก แก้เขินว่าพอดีผมหลับไปเลยไม่รู้ว่าลุงยืนอยู่และลุงก็ลงนั่งพร้อมขอบใจ

โชคดีที่ผมนั่งริมที่นั่งด้านนอกไม่งั้นคงต้องเกรงใจคนข้าง ๆที่หลับเพลินอยู่แน่ๆ

สงสัยผมกับลุงทำบุญมาด้วยกัน สักพัก.. คนที่ข้างลุง ๆ ก็ลุกลงรถไป

แน่นอนว่าลุงหันมากลับมามองเรียกให้ผมไปนั่งข้างแก

โดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นไปตามธรรมชาติมาก ๆ อยู่ๆ เราก็คุยกัน

ใครถามใครก่อนไม่รู้ลุงบอกผมว่าขึ้นมาจากเยาฮันและจะไปลงที่ลำสาลี

ส่วนผมบอกว่าผมลงที่หน้าราม ฯ

และด้วยความอยากรู้ หรือเหงาปากสักอย่างผมก็ชวนคุยต่อ

ผมว่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจที่สุดก็คือคนนี่แหละ..

คุณลุงบอกว่าเขาทำงานอยู่กับเจ้านายญี่ปุ่นซึ่งใจดีมาก แกเป็นคนขับรถประจำตัวให้นายมากว่า 20 ปีแล้ว จนเงินเดือนตอนนี้ร่วมๆ 20,000 บาท

ปีนี้ลุงอายุ 64 ปี(พอๆกันกับพ่อของผมเลย) แต่ก็ยังดูเป็นคนชราที่แข็งแรงอยู่ และขับรถได้โดยไม่ต้องสวมแว่นสายตา

เราคุยกันอีกหลายเรื่องในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนจะถึงจุดหมายของผมที่หน้าราม ฯ

ผมจับหัวเข่าแกบีบเบา ๆ หลายครั้งระหว่างคุยก่อนจะลงจากรถ ผมยกมือไหว้แกเหมือนลาญาติผู้ใหญ่สักคน

จริง ๆแล้วมันก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่เราจะต้องทำความรู้จักกัน เราไม่ได้มีธุรกิจ ธุรกรรมใด ๆ ต่อกัน

และเขาก็ไม่ได้เล่าบ่นอยู่คนเดียว เพราะผมเองเป็นฝ่ายสัมภาษณ์อยากให้เขาเล่าให้ฟัง

ถ้าเราเป็นคนชอบดูหนัง เรื่องราวของคนบางคนที่เราไม่รู้จักบางครั้งก็อาจเหมือนหนังสั้นดีๆ เรื่องหนึ่ง

ไม่มีสลิง ไม่มีสตั้นแมน และไม่มีบท

เขาแสดงของเขาไป และโดยไม่รู้ตัว เราก็อาจเป็นตัวประกอบของหนังชีวิตของเขาไปแล้วก็เป็นได้

ขณะเดียวกันหรือว่าเราก็อาจเป็นพระเอกในเรื่องที่เรากำลังเล่นอยู่

บังเอิญ เรื่องของเราถ่ายทำพร้อมกัน..

 

ปล. สัปดาห์หน้า ต้องเดินทางลงใต้เป็นอาทิตย์ แล้วเจอกันอีกทีครับ..

บล็อกวันนี้ ขออนุญาติ เอามาจากที่ตัวเองเขียนไว้ในบล็อกที่ www.Oknation.net/blog/kiennews มาลงซ้ำอีกครั้งที่นี่นะครับ ไม่รู้จะน่าเกลียดไหม

แต่พอดีเห็นว่ามันเข้ากับที่นี่ด้วยน่ะ


edit @ 2007/05/06 03:15:17

edit @ 28 Jun 2009 20:01:56 by เขียนเอง

Comment

Comment:

Tweet

เราน่ารักปะ big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question surprised smile surprised smile question double wink

#20 By เราก็เงานะ (58.8.174.172) on 2011-04-26 16:54

คุยด้วยๆๆๆๆๆopen-mounthed smile

#19 By คุยสด (203.144.144.165) on 2009-11-18 13:36

พูดคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับรถ
http://clubrot.com/cars

#18 By เที่ยวไทย on 2007-09-09 08:13

เชื่อไหม เมื่อก่อนนี้ การคุยกับคนไม่รู้จัก เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากสำหรับเรา

เราเป็นคนพูดมาก พูดเยอะ หาเรื่องคุยได้ตลอดเวลา แต่ต้องเป็นกับคนที่สนิทด้วยเท่านั้น -- จริงๆ นะ

จำไม่ได้แน่ชัดว่าจุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน แต่ไม่รู้เป็นอะไร ชอบคุยกับคนขับแท็กซี่มากเลย

คราวก่อนนั่งแท็กซี่จากสุวรรณภูมิไปม.เกษตร แท็กซี่หาคณะที่จะไปไม่เจอ วนอยู่นาน วนไปคุยกันไป พอไปถึงที่ คุณแท็กซี่ลดราคาให้ 50 บาท

ด้วยความตื่นเต้น เคยเจอแต่แท็กซี่ชาร์ต ประมาณว่า ห้าสิบห้าบาท เอามาหกสิบละกัน เราก็เลยไม่ยอมให้เค้าลดราคา แถมยังทิปไปอีก 30 บาท นั่น -- เอาเข้าไป

คนเราประทับใจกันและกันได้ และมีความทรงจำที่ดีได้ แค่เพียงหันหน้าทำความรู้จักและพูดคุยกัน

แต่อย่างที่นุชว่านั่นแหละ การคุยกับผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติของเขียนเป็นพรสวรรค์จริงๆ นะ

ทำอย่างไรจะให้ผู้คนรอบตัวเป็นผู้ใช้ชีวิตร่วมโลก ไม่ใช่แค่คนแปลกหน้า -- ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย



เขียนยังเป็นเขียนคนเดิมจริงๆ
แล้วจะเข้ามาอ่านอีกเรื่อยๆนะ

ปล.ชอบภาพข้างบน สวยดี

#16 By Kampooh (125.24.223.69 /192.168.1.102) on 2007-05-29 08:18

อ่านแล้วยิ้ม
ว่าจะมาขอลาเซ็นต์พระเอกที่ไม่ใช้ตัวแสดงแทนคนนี้สักหน่อย
เป็นเรื่องราวที่ดีจังเลยนะคะ
สิ่งที่น่ามหัศจรรย์สำหรับมนุษย์คือการได้พบได้เจอกันได้พูดคุย

โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรู้จักกันมาก่อน

#14 By ๛Girl In Game๛ on 2007-05-12 22:16

หายไปสามชาติกว่า

มาใต้ ทำไรเหรอ แวะมาภูเก็ตไม๊

ช่วงนี้ฝนตกหนักเหลือเกิน

น้ำท่วมถึงสวรรค์แล้วมั้งเนี่ย

#13 By แองจ้า (125.24.133.36) on 2007-05-09 15:30

วันนี้ตื่นขึ้นมาก็ได้อ่านคอมเม้นต์ของคุณเขียนเป็นอันดับแรก
เป็นคอมเม้นต์ที่ยาวมาก ๆ แต่ให้ความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ดีใจจัง ที่คนอ่านแล้วมีความสุข
ขอบคุณมากค่ะ

ปล. อ่านเอนทรี่นี้อีกรอบ เอ... เริ่มสงสัยแล้วสิว่าเราเคยอยู่บนรถเมล์คันเดียวกันหรือเปล่า เพราะเคยใช้สายนั้นไปที่อนุสาวรีย์บ่อย ๆ

#12 By Fung-Fa on 2007-05-08 10:49

ปีนี้ลุงอายุ 64 ปี (พอๆกันกับพ่อของผมเลย)
^
^
เห็นประโยคนี้แล้วนึกได้ว่า บังเอิญได้เจอใครสักคนที่นามสกุลเหมือนพี่เขียน
ซักประวัติไปมาก็เลยรู้ว่าเป็นญาติพี่เขียน
และก็เลยรู้ว่าพ่อพี่เขียนชื่ออะไร

แต่เราก็เกินวัยที่จะล้อชื่อพ่อชื่อแม่กันแล้ว
เนอะลุงอ้าย...



ยิ้มก็ชอบเหมือนกันนะ เวลาได้คุย หรือได้สัมภาษณ์ใคร
ได้รู้ว่าคนขับแท็กซี่บางคนจบปริญญาโท
ได้รู้ว่า ตัน โออิชิ เคยอุ้มแผงขายหนังสือพิมพ์ที่สถานีรถไฟ

สนุกกว่าดูหนังอีก

#11 By iammonkey (58.147.95.245) on 2007-05-08 05:02

เรื่องจริง ..ชีวิตจริง..
น่าประทับใจจริงๆ
เพิ่งรู้ว่าพี่เขียนอยู่แถวรามฯ นะเนี่ย

แบบว่าน้องพี่อยู่มา 4-5 ปีแล้วน่ะ

#9 By เจี๊ยบ (58.136.98.80 /192.168.1.17) on 2007-05-07 12:53

ดีนะที่สามารถคุยกับคนที่ไม่รู้จักอย่างสนิทสนมได้
แต่น้องขึ้นรถที่ไรหลับจนถึงจุดหมายทุกทีเลย555

#8 By ธัญวา on 2007-05-06 18:12

อาศัยอยู่ละแวกเดียวกันเลยแฮ่ะ

เคยเจอคนแปลกหน้าชวนคุยบนรถเมล์ คุยไปคุยมาชวนให้ซื้อของซะงั้น ที่แท้ก็เป็นเซลล์แมน

เรื่องราวของเรามันเป็นอะไรที่ตลกเป็นเศร้าเสมอ ผิดกับเรื่องของคุณเขียนที่จะซึ้งและจรรโลงใจอยู่เสมอ

หรือว่าเรื่องเดียวกัน แต่มองไม่เหมือนกันนะ

ว่างๆ เชิญทานข้าวดีไหม

#7 By hasana on 2007-05-06 13:27

ชอบอีกอย่างคือ ภาพของคนหนุ่มคนสาวทั่วไปจะฮิตจินตนาการอย่างโรแมนติกว่าเราจะต้องได้นั่งข้าง ๆ เพศตรงข้ามที่ดูสวยงาม และความเหงาก็ทำให้เราได้คุยกัน
แต่ของเขียนนี่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นั้น คนเฒ่าคนแก่ เด็กเล็ก กระเป๋ารถเมล์ แม่ค้า ก็คุยกันได้เหมือนกันหมด คุยแล้วก็ได้รับรู้เรื่องราวมากมายที่ไม่เคยได้รู้มาก่อน ว่าไปก็คงคล้ายกับการอ่านหนังสือเนอะ ได้เข้าไปท่องในโลกอื่น ๆ ในขณะที่เขาก็ได้เข้ามาท่องในโลกของเรา เหมือนที่เขียนบอกว่า ..บังเอิญเรื่องของเราถ่ายทำพร้อมกัน... ชอบมั่ก ๆ เลย

#6 By สวัสดี on 2007-05-06 11:51

ทุกเรื่องราว ล้วนดำรงอยู่ก่อนที่เราจะพบมัน
และทุกเรื่องราว ก็ยังคงดำเนินต่อไป หลังจากที่เราหันหลังให้กับมัน
ในโลกนี้ ทุกคนจึงล้วนแต่เป็นตัวเอกในนวนิยายของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน ก็กำลังเป็นตัวประกอบในนวนิยายของใครอีกหลาย ๆ คน
ใช่ไหมคะ ?

ชอบภาพที่คุณถ่ายจังเลยค่ะ อยากถ่ายภาพเก่ง ๆ แบบนี้บ้างจัง

#5 By Fung-Fa on 2007-05-06 09:48

อยู่บนรถไฟ คนหลับกันตลอดเวลาเหมือนกัน ตอนแรกๆ มาเราไม่หลับ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มคล้อยตามบ้าง แต่ยังดีที่นี่อากาศดีอะค่ะ

#4 By foneko (59.190.22.131) on 2007-05-06 08:28

เขียน นายโชคดีมากเลยที่เกิดมาเป็นคนแบบเนี้ยยย 55

#3 By สวัสดี on 2007-05-06 03:52

(ต่อ) เรายังเบื่อและไม่สนุกเท่าไหร่เลย ถ้าเป็นคนแปลกหน้าไม่ต้องพูดถึง เราแทบจะถีบเขาออกไปไกล ๆ จากโลกของเราเลยล่ะ

#2 By สวัสดี on 2007-05-06 03:51

มองอย่างคนที่จับได้ว่าแฟนมีกิ๊ก ---------- ที่แท้เขียนแอบไปมีบล็อกที่ใหม่ !!!

ธรรมชาติของเขียนคือการคุยกับทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติ นี่เป็นพรสวรรค์ที่ดีจริง ๆ สำหรับมนุษย์คนหนึ่งในทุกอาชีพเลยนะ
ซึ่งเราเองไม่มีพรสวรรค์ข้อนี้เลยแฮะ แม้แต่การไปสัมภาษณ์คนแปลกหน้าคนหนึ่งซึ่งเป็นหน้าที่แท้ ๆ

#1 By สวัสดี on 2007-05-06 03:50