จักรยาน-ทาง-ใจ

posted on 25 Apr 2007 03:00 by kiennews

เพิ่งผ่านพ้น - ม่านฝนพรำ พิษณุโลก_2549

.

 

..

 

...

 

ช่วงเดือนที่ผ่านมา จักรยานของผมหายไปสองคันภายในช่วงเวลาแค่หนึ่งเดือน

 

คันแรกอยู่กับผมได้ประมาณ 7เดือน ส่วนคันต่อมาซื้อหลังจากคันแรกถูกขโมยไปได้สักหนึ่งอาทิตย์

 

เหตุการณ์ผ่านไป..เป็นเดือนแล้ว..

 

ครั้งหนึ่งพี่บก.ผู้แสนดีของนิตยสารต้าเจียห่าวซึ่งชอบปั่นจักรยานเหมือนผม เคยบอกผมว่ากับบางเรื่องหากจะนำมาถ่ายทอด การรอ..เพื่อให้ความคิด อารมณ์ มันตกตะกอนลงเสียก่อนก็อาจจะดี เช่นเรื่องความรักและมิตรภาพ หากสิ่งที่เราผ่านพบผูกพันไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์วูบไหวฉาบฉวย แม้วันคืนผ่านไป เชื่อว่าคุณค่าบางอย่างจะยังคงอยู่ให้หวนระลึกนึกถึง ไม่จางคลายไปเช่นฝุ่นควันบังตา

 

กับเรื่องจักรยาน.. หากผมเขียนออกมาในวันนั้น วันที่ใจคอยังไม่ดี ผมโกรธ.. เกลียดชัง หากดึงดันจะเขียนออกมา จะพ้นจากการเอาแต่ด่าทอเสียดสีได้อย่างไร..

 

กับบางเรื่องถ้าปล่อยออกมาแล้วไม่ได้เป็นประโยชน์ใด.. ๆ สู้ปล่อยให้มันละลายหายไปในใจดีกว่า

 

ช่วงเวลาสั้นๆที่ผมเว้นวรรคจากจักรยานบ้าง มีหลายเรื่องราวผุดขึ้นในหัว หลายเรื่องผุดขึ้นแล้วก็หายไป แต่ที่ยังแจ่มชัดสดใสกลับเป็นความทรงจำกับเหล่าจักรยานในอดีต

 

สมัยตัวกะเปี๊ยก ผมเคยมีแก้งค์จักรยานกับเพื่อน ๆ แถวบ้าน ที่ดูแล้วก็ไม่ต่างกับในหนังเรื่อง แฟนฉัน เท่าใดนัก ผมเริ่มต้นจากจักรยานบีเอ็ม(เอ็กซ์) คันเก่าๆ เก่าจนต้องใช้เท้ายัดยันกับล้อหน้าเวลาเบรค ต่อมาเมื่อเริ่มเรียนมัธยมต้นผมทิ้งจักรยานไปขี่มอเตอร์ไซด์(เก่าๆอีกเช่นกัน)อยู่พักหนึ่ง จำได้ว่าจะเป็นรถคาวาซากิรุ่น Joy เป็นรถแบบที่แม่บ้านเขาใช้กัน แถวบ้านผมเรียกรถประเภทนี้ ว่า รถตัวเมีย (ส่วนรถที่ต้องบีบคลัทแบบผู้ชายก็คือ รถตัวผู้ นั่นเอง) แบ่งเพศให้เรียบร้อยกันเลย

 

ผมมีโอกาสปั่นจักรยานจริงจังอีกครั้งก็เมื่อได้ไปช่วยงานร้านถ่ายรูปตอนเรียนปี 1 คราวนี้ผมได้ปั่นจักรยานเสือภูเขาเสียด้วย

 

ในตอนนั้นจักรยานแบบใหม่ที่สมบุกสมบันนี้เพิ่งนิยมใช้กันได้ไม่นานนัก การที่เจ้าของร้านให้ผมใช้จักรยานของเขาปั่นรับส่งงานในตัวเมืองจึงเป็นเรื่องโก้ไม่หยอกสำหรับผม เสือภูเขาซอกแซกว่องไว ไม่ว่าจะยกข้ามเกาะกลางถนน หรือปั่นขึ้นฟุตปาททางลาดชัน ไม่มีปัญหาการจราจรให้ติดขัดรำคาญใจ ผมเริ่มติดใจในระบบเกียร์ของมันซึ่งมีอยู่ 21 เกียร์ในตอนนั้น(เกียร์หน้า 3 × เกียร์หลัง 7 เฟือง) มันไปได้เร็วกว่ารถบีเอ็มฯ ตอนเด็ก ๆของผมมาก

 

พอเลิกทำงานที่ร้านถ่ายรูปไม่นาน พ่อก็ชื้อจักรยานโบราณหน้าตาละหม้ายรถ ราเล่ห์ (จักรยานทรงคลาสลิกสีดำที่มีท่อตัวถังเฉียงขนานกัน แบบที่ชาวบ้านต่างจังหวัดเขาชอบใช้กันนั่นเอง) มาให้ใช้ พ่อได้มาจากบ้านเพื่อนของพ่อในราคาถูกแค่พันบาท รถอยู่ในสภาพใช้งาน(มานาน..มาก) ได้อาศัยจักรยานสีดำคันนี้ปั่นไปเรียนในมช.อยู่พักหนึ่ง ระยะทางจากบ้านเข้าไปในม.ช.ไม่ไกลมาก ปั่นสัก 15 นาทีก็ถึงแล้ว

 

จักรยานเหล็กโบราณคันนั้นไม่มีเกียร์ที่รถ เลยต้องอาศัยเกียร์ทดที่ใจแทน ถ้าอยากไปไวก็ต้องขยันลุกขึ้นออกแรงโยกปั่นกันหน่อย.. (จำได้ว่าเคยทำเวลาปั่นได้เร็วที่สุด ก็ตอนที่ต้องขี่หนีหมาเจ้าถิ่นตามซอยนั่นเอง.. นึกแล้วเสียวน่องชะมัด) ความประทับใจสำหรับจักรยานคันนี้คือนอกจากจะให้สาว ๆ ซ้อนหลังได้แล้ว จำได้ว่าที่เราสามารถปล่อยมือปั่นจักรยานทั้งสองมือได้ก็ด้วยจักรยานคันนี้นี่เอง มันตื่นเต้นมาก ๆที่ทำได้ ความยากไม่ได้อยู่ที่การปล่อยมือแล้วทรงตัวให้ได้ แต่อยู่ที่วินาทีที่ตัดสินใจว่าจะปล่อยมือเป็นอิสระจริงๆ

 

ถัดมาพอเริ่มเก็บเงินได้บ้างจากการขายไก่ทอดสมัยเรียน ทำให้ได้รถเสือหมอบเหล็กมาใช้คันหนึ่งในราคาสองพันปลาย ๆ

 

จักรยานเสือหมอบจะมีล้อเรียวเล็ก ท่าปั่นที่ต้องก้มทำให้ไม่ต้านลมและปั่นได้เร็วกว่าเสือภูเขา ใครไม่รู้จักก็ให้นึกถึงจักรยานที่ฝรั่งเขาปั่นแข่งกันในการแข่งขัน ตูร เดอ ฟรองซ์ ที่ฝรั่งเศสก็แล้วกัน แต่จักรยานพวกนั้นราคาเหยียบแสน คงลงมาเทียบชั้นจักรยานผมไม่ได้หรอก รถของผมนี่ หนา-หนัก-เหนื่อยแรงกว่าเยอะ (เหมาะกับการออกกำลังกายมาก..ๆ)

 

พอใกล้เรียนจบทั้งขายไก่ทอดไปเรียนไป ร่างกายเริ่มไม่ไหว เลยหยุดปั่นไปพักใหญ่ เอาเสือหมอบจอดพิงไว้ที่บ้าน อยู่มาวันหนึ่งพ่อก็ขายไปให้กับคนที่ผ่านมาเห็นเข้าและถูกใจ โดยที่ไม่ได้บอกให้ผมรู้ก่อน เป็นอันว่าผมจำเป็นต้องแยกทางกับเสือหมอบตั้งแต่วันนั้น (จนถึงวันนี้เห็นคนปั่นเสือหมอบทีไร จะสภาพเน่าแค่ไหนก็ยังอดเหลียวมองไม่ได้ )

 

ทนเหงาไปสักพัก วันหนึ่งก็ไปเจอรถเสือภูเขาเก่า ๆ แขวนป้ายขายอยู่หน้าร้านซ่อมจักรยานร้านหนึ่งแถวคูเมืองเชียงใหม่ แม้สถาพรถดูแล้วน่าจะเก่าใช้มากกว่าเก่าเก็บ แถมยังเป็นรถที่เฮียเจ้าของร้านเอาอาหลั่ยรถเก่ายำขึ้นมาใหม่ โครงรถ-ตะเกียบหน้า-คันเบรค น่าจะไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน ทุกหมู่เหล่ามาสามัคคีชุมนุมกันในรถคันนี้ แต่ด้วยฐานะในเวลานั้น ถามราคาดูแค่พันกว่า ๆ ขึ้นขี่จนพอใจ ก็ตกลงปลงใจเอามาเป็นคู่ชีวิตอีกคัน

 

เสือคันนี้เป็นเสือไร้เกียร์ อาศัยเกียร์ใจก็ปั่นกันไปพอสนุก ๆ (ไม่ขำ ๆ เพราะเล่นเอาเมื่อยใช้ได้เลย) ยังไงก็ถือว่าได้เป็นเจ้าของเสือภูเขาในราคาประหยัดมาก ๆ(แต่เกรงว่าหากเอาขึ้นดอยน่าจะเป็น เสือภูเข็นเสียมากกว่า) จนทุกวันนี้มันก็ยังมีชีวิตอยู่ที่บ้าน แต่กลายเป็นรถแปลงเพศ เพราะพ่อเอาแฮนด์และเบาะของรถจักรยานแม่บ้านอีกคันมาใส่เปลี่ยนแทน พ่อว่าอันเก่าปั่นยาก ต้องก้มเยอะ(และท่าจะเมื่อยตูด..)

 

ผมเห็นรถแบบใหม่ของพ่อแล้ว ดูหน้าตาน่าเกลียดน่าชังพิลึก แต่ถ้าพ่อว่าเปลี่ยนแล้วปั่นได้สบายขึ้น ก็เอ้า..ตามใจพ่อแล้วกัน

 

ครั้นมาอยู่กรุงเทพ คุณแฟนผู้แสนจิตใจดีของผมก็อุตส่าห์ หอบรถจักรยานหนีตามผม เอ้ย..หอบจักรยานติดมากับรถทัวร์(เพิ่งรู้ว่าเขาให้เอาขึ้นรถทัวร์ได้ก็คราวนี้แหละ)

 

จากเชียงใหม่ พอคุณเธอมาถึงหมอชิต ก็อุตส่าห์ปั่นมาหาผมที่หอแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว(นี่ถ้ามีกิ๊กอยู่ด้วยนี่ตายแน่ เอ่อ...พูดเล่นนะจ๊ะ.. : )

 

เห็นหน้าเธอเหนื่อยมากับจักรยานครั้งนั้น ก็ทำเอาปลาบปลื้มใจไปนาน.. กับความเป็นห่วงเป็นใยของเธอ สงสัยจะกลัวผมไม่มีรถจักรยานใช้ที่นี่ จักรยานคันแรกในชีวิตเมืองหลวงของผมจึงเป็นจักรยานแม่บ้านคันเล็กสีแดงน่ารักน่าชัง อ้อ..ตระกร้าข