จักรยาน-ทาง-ใจ

posted on 25 Apr 2007 03:00 by kiennews

เพิ่งผ่านพ้น - ม่านฝนพรำ พิษณุโลก_2549

.

 

..

 

...

 

ช่วงเดือนที่ผ่านมา จักรยานของผมหายไปสองคันภายในช่วงเวลาแค่หนึ่งเดือน

 

คันแรกอยู่กับผมได้ประมาณ 7เดือน ส่วนคันต่อมาซื้อหลังจากคันแรกถูกขโมยไปได้สักหนึ่งอาทิตย์

 

เหตุการณ์ผ่านไป..เป็นเดือนแล้ว..

 

ครั้งหนึ่งพี่บก.ผู้แสนดีของนิตยสารต้าเจียห่าวซึ่งชอบปั่นจักรยานเหมือนผม เคยบอกผมว่ากับบางเรื่องหากจะนำมาถ่ายทอด การรอ..เพื่อให้ความคิด อารมณ์ มันตกตะกอนลงเสียก่อนก็อาจจะดี เช่นเรื่องความรักและมิตรภาพ หากสิ่งที่เราผ่านพบผูกพันไม่ใช่เพียงแค่อารมณ์วูบไหวฉาบฉวย แม้วันคืนผ่านไป เชื่อว่าคุณค่าบางอย่างจะยังคงอยู่ให้หวนระลึกนึกถึง ไม่จางคลายไปเช่นฝุ่นควันบังตา

 

กับเรื่องจักรยาน.. หากผมเขียนออกมาในวันนั้น วันที่ใจคอยังไม่ดี ผมโกรธ.. เกลียดชัง หากดึงดันจะเขียนออกมา จะพ้นจากการเอาแต่ด่าทอเสียดสีได้อย่างไร..

 

กับบางเรื่องถ้าปล่อยออกมาแล้วไม่ได้เป็นประโยชน์ใด.. ๆ สู้ปล่อยให้มันละลายหายไปในใจดีกว่า

 

ช่วงเวลาสั้นๆที่ผมเว้นวรรคจากจักรยานบ้าง มีหลายเรื่องราวผุดขึ้นในหัว หลายเรื่องผุดขึ้นแล้วก็หายไป แต่ที่ยังแจ่มชัดสดใสกลับเป็นความทรงจำกับเหล่าจักรยานในอดีต

 

สมัยตัวกะเปี๊ยก ผมเคยมีแก้งค์จักรยานกับเพื่อน ๆ แถวบ้าน ที่ดูแล้วก็ไม่ต่างกับในหนังเรื่อง แฟนฉัน เท่าใดนัก ผมเริ่มต้นจากจักรยานบีเอ็ม(เอ็กซ์) คันเก่าๆ เก่าจนต้องใช้เท้ายัดยันกับล้อหน้าเวลาเบรค ต่อมาเมื่อเริ่มเรียนมัธยมต้นผมทิ้งจักรยานไปขี่มอเตอร์ไซด์(เก่าๆอีกเช่นกัน)อยู่พักหนึ่ง จำได้ว่าจะเป็นรถคาวาซากิรุ่น Joy เป็นรถแบบที่แม่บ้านเขาใช้กัน แถวบ้านผมเรียกรถประเภทนี้ ว่า รถตัวเมีย (ส่วนรถที่ต้องบีบคลัทแบบผู้ชายก็คือ รถตัวผู้ นั่นเอง) แบ่งเพศให้เรียบร้อยกันเลย

 

ผมมีโอกาสปั่นจักรยานจริงจังอีกครั้งก็เมื่อได้ไปช่วยงานร้านถ่ายรูปตอนเรียนปี 1 คราวนี้ผมได้ปั่นจักรยานเสือภูเขาเสียด้วย

 

ในตอนนั้นจักรยานแบบใหม่ที่สมบุกสมบันนี้เพิ่งนิยมใช้กันได้ไม่นานนัก การที่เจ้าของร้านให้ผมใช้จักรยานของเขาปั่นรับส่งงานในตัวเมืองจึงเป็นเรื่องโก้ไม่หยอกสำหรับผม เสือภูเขาซอกแซกว่องไว ไม่ว่าจะยกข้ามเกาะกลางถนน หรือปั่นขึ้นฟุตปาททางลาดชัน ไม่มีปัญหาการจราจรให้ติดขัดรำคาญใจ ผมเริ่มติดใจในระบบเกียร์ของมันซึ่งมีอยู่ 21 เกียร์ในตอนนั้น(เกียร์หน้า 3 × เกียร์หลัง 7 เฟือง) มันไปได้เร็วกว่ารถบีเอ็มฯ ตอนเด็ก ๆของผมมาก

 

พอเลิกทำงานที่ร้านถ่ายรูปไม่นาน พ่อก็ชื้อจักรยานโบราณหน้าตาละหม้ายรถ ราเล่ห์ (จักรยานทรงคลาสลิกสีดำที่มีท่อตัวถังเฉียงขนานกัน แบบที่ชาวบ้านต่างจังหวัดเขาชอบใช้กันนั่นเอง) มาให้ใช้ พ่อได้มาจากบ้านเพื่อนของพ่อในราคาถูกแค่พันบาท รถอยู่ในสภาพใช้งาน(มานาน..มาก) ได้อาศัยจักรยานสีดำคันนี้ปั่นไปเรียนในมช.อยู่พักหนึ่ง ระยะทางจากบ้านเข้าไปในม.ช.ไม่ไกลมาก ปั่นสัก 15 นาทีก็ถึงแล้ว

 

จักรยานเหล็กโบราณคันนั้นไม่มีเกียร์ที่รถ เลยต้องอาศัยเกียร์ทดที่ใจแทน ถ้าอยากไปไวก็ต้องขยันลุกขึ้นออกแรงโยกปั่นกันหน่อย.. (จำได้ว่าเคยทำเวลาปั่นได้เร็วที่สุด ก็ตอนที่ต้องขี่หนีหมาเจ้าถิ่นตามซอยนั่นเอง.. นึกแล้วเสียวน่องชะมัด) ความประทับใจสำหรับจักรยานคันนี้คือนอกจากจะให้สาว ๆ ซ้อนหลังได้แล้ว จำได้ว่าที่เราสามารถปล่อยมือปั่นจักรยานทั้งสองมือได้ก็ด้วยจักรยานคันนี้นี่เอง มันตื่นเต้นมาก ๆที่ทำได้ ความยากไม่ได้อยู่ที่การปล่อยมือแล้วทรงตัวให้ได้ แต่อยู่ที่วินาทีที่ตัดสินใจว่าจะปล่อยมือเป็นอิสระจริงๆ

 

ถัดมาพอเริ่มเก็บเงินได้บ้างจากการขายไก่ทอดสมัยเรียน ทำให้ได้รถเสือหมอบเหล็กมาใช้คันหนึ่งในราคาสองพันปลาย ๆ

 

จักรยานเสือหมอบจะมีล้อเรียวเล็ก ท่าปั่นที่ต้องก้มทำให้ไม่ต้านลมและปั่นได้เร็วกว่าเสือภูเขา ใครไม่รู้จักก็ให้นึกถึงจักรยานที่ฝรั่งเขาปั่นแข่งกันในการแข่งขัน ตูร เดอ ฟรองซ์ ที่ฝรั่งเศสก็แล้วกัน แต่จักรยานพวกนั้นราคาเหยียบแสน คงลงมาเทียบชั้นจักรยานผมไม่ได้หรอก รถของผมนี่ หนา-หนัก-เหนื่อยแรงกว่าเยอะ (เหมาะกับการออกกำลังกายมาก..ๆ)

 

พอใกล้เรียนจบทั้งขายไก่ทอดไปเรียนไป ร่างกายเริ่มไม่ไหว เลยหยุดปั่นไปพักใหญ่ เอาเสือหมอบจอดพิงไว้ที่บ้าน อยู่มาวันหนึ่งพ่อก็ขายไปให้กับคนที่ผ่านมาเห็นเข้าและถูกใจ โดยที่ไม่ได้บอกให้ผมรู้ก่อน เป็นอันว่าผมจำเป็นต้องแยกทางกับเสือหมอบตั้งแต่วันนั้น (จนถึงวันนี้เห็นคนปั่นเสือหมอบทีไร จะสภาพเน่าแค่ไหนก็ยังอดเหลียวมองไม่ได้ )

 

ทนเหงาไปสักพัก วันหนึ่งก็ไปเจอรถเสือภูเขาเก่า ๆ แขวนป้ายขายอยู่หน้าร้านซ่อมจักรยานร้านหนึ่งแถวคูเมืองเชียงใหม่ แม้สถาพรถดูแล้วน่าจะเก่าใช้มากกว่าเก่าเก็บ แถมยังเป็นรถที่เฮียเจ้าของร้านเอาอาหลั่ยรถเก่ายำขึ้นมาใหม่ โครงรถ-ตะเกียบหน้า-คันเบรค น่าจะไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน ทุกหมู่เหล่ามาสามัคคีชุมนุมกันในรถคันนี้ แต่ด้วยฐานะในเวลานั้น ถามราคาดูแค่พันกว่า ๆ ขึ้นขี่จนพอใจ ก็ตกลงปลงใจเอามาเป็นคู่ชีวิตอีกคัน

 

เสือคันนี้เป็นเสือไร้เกียร์ อาศัยเกียร์ใจก็ปั่นกันไปพอสนุก ๆ (ไม่ขำ ๆ เพราะเล่นเอาเมื่อยใช้ได้เลย) ยังไงก็ถือว่าได้เป็นเจ้าของเสือภูเขาในราคาประหยัดมาก ๆ(แต่เกรงว่าหากเอาขึ้นดอยน่าจะเป็น เสือภูเข็นเสียมากกว่า) จนทุกวันนี้มันก็ยังมีชีวิตอยู่ที่บ้าน แต่กลายเป็นรถแปลงเพศ เพราะพ่อเอาแฮนด์และเบาะของรถจักรยานแม่บ้านอีกคันมาใส่เปลี่ยนแทน พ่อว่าอันเก่าปั่นยาก ต้องก้มเยอะ(และท่าจะเมื่อยตูด..)

 

ผมเห็นรถแบบใหม่ของพ่อแล้ว ดูหน้าตาน่าเกลียดน่าชังพิลึก แต่ถ้าพ่อว่าเปลี่ยนแล้วปั่นได้สบายขึ้น ก็เอ้า..ตามใจพ่อแล้วกัน

 

ครั้นมาอยู่กรุงเทพ คุณแฟนผู้แสนจิตใจดีของผมก็อุตส่าห์ หอบรถจักรยานหนีตามผม เอ้ย..หอบจักรยานติดมากับรถทัวร์(เพิ่งรู้ว่าเขาให้เอาขึ้นรถทัวร์ได้ก็คราวนี้แหละ)

 

จากเชียงใหม่ พอคุณเธอมาถึงหมอชิต ก็อุตส่าห์ปั่นมาหาผมที่หอแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว(นี่ถ้ามีกิ๊กอยู่ด้วยนี่ตายแน่ เอ่อ...พูดเล่นนะจ๊ะ.. : )

 

เห็นหน้าเธอเหนื่อยมากับจักรยานครั้งนั้น ก็ทำเอาปลาบปลื้มใจไปนาน.. กับความเป็นห่วงเป็นใยของเธอ สงสัยจะกลัวผมไม่มีรถจักรยานใช้ที่นี่ จักรยานคันแรกในชีวิตเมืองหลวงของผมจึงเป็นจักรยานแม่บ้านคันเล็กสีแดงน่ารักน่าชัง อ้อ..ตระกร้าของรถแบบนี้มีประโยชน์มากจริงๆ เหมาะกับการช๊อปปิ้งยิ่งนัก

 

ไม่กี่เดือนต่อมาต้องย้ายงานไปอยู่แถว ๆ ถนนเอกมัย ก็ได้อาศัยจักรยานคันนี้เป็นยวดยานสำคัญรับส่งผมระหว่างหอพักกับที่ทำงาน ช่วยประหยัดค่ารถเมล์และมอเตอร์ไซต์ไปได้เยอะ แต่แล้ววันหนึ่งด้วยความงี่เง่าของผม ผมเอามันไปจอดทิ้งไว้ที่ใต้ทางขึ้นรถไฟฟ้าเอกมัยอยู่สามวันสามคืน ด้วยความวุ่นวายของงานการและจิตใจในเวลานั้น ชีวิตดูเร่งรีบ และเหนื่อยหนัก(เป็นข้ออ้าง..) ทำให้ละเลยที่จะดูแลรักษามันได้เท่าที่ควร ที่สำคัญมันเป็นจักรยานที่คุณแฟนผมสร้างประวัติศาสตร์เอาไว้ด้วยสิ

 

ของขวัญมีวันพัง แต่ความทรงจำยังอยู่ ผมจำประโยคนี้มาจากหน้าคำคมของนิตยสารรีดเดอร์ไดเจสท์เล่มหนึ่ง มันเป็นคำตอบปลอบใจให้ผมได้บ้างกับการหายไปของจักรยานสีแดงแห่งความทรงจำคันนี้

 

ผมทนเดินเท้า และนั่งมอเตอร์ไซค์คราวเร่งรีบอยู่ได้ไม่นานก็ไปเดินดูจักรยานที่คลองถมในคืนวันเสาร์ อีก ที่นี่มักมีจักรยานมือสองมาจอดขายกันอยู่เสมอๆ แม้บางเสียงเล่าลือว่ามันอาจเป็นจักรยาน ของโจร ก็ตาม

 

แล้วผมก็ได้จักรยานแม่บ้านญี่ปุ่นสีน้ำเงินเข้มมาคันหนึ่งในราคาสองพันบาทถ้วน หน้าตามันดูทันสมัย น่ารักกว่าจักรยานโบราณที่ผมเคยมี และมีขนาดใหญ่กว่าจักรยานคันที่หายไป จักรยานแม่บ้านต่างชาติคันนี้ขี่นุ่ม ลื่น เรียบ เงียบ และนั่งสบายมาก ผมใช้จักรยานคันนี้อยู่นานจนกระทั่งย้ายไปทำงานย่านถนนพระอาทิตย์ และใช้ปั่นไปกลับจากที่พักที่อยู่แถวศรีย่าน ถนนสามเสนไม่ได้ปั่นจักรยานง่ายนักเพราะมีรถเมล์ที่พร้อมจะเบียดเราลงข้างทางได้ตลอดเวลา เวลาปั่นจักรยานในเมืองอย่างนี้นอกจะมีกำลังกายแล้ว กำลังใจ(สติ)ยังต้องอยู่ครบสมบูรณ์ด้วย

 

อาจเพราะกิเลสตัณหา หรือชะตาฟ้าดลใจ เสาร์วันหนึ่งในช่วงที่พอมีเงินทองให้จับจ่าย ผมก็ไปพบกับ..เสือภูเขาถูกใจอีกคันหนึ่งที่คลองถม และที่ร้านเดิม จึงเกิดเหตุการณ์ รักซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศขึ้น ผมเริ่มคิดไม่ซื่อกับจักรยานญี่ปุ่นที่มีอยู่ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ทันอกทันใจในเวลารีบเร่งเท่าไหร่

 

8,500 บาท เป็นราคาค่างวดของเพื่อนใหม่ของผม จักรยานยี่ห้อฝรั่งสีขาวเทาคันงามพะยี่ห้อ Gary fisher ตัดสินใจซื้อก็ด้วยเดินผ่านและ สบตากับมัน พอได้เข้าไปลูบ ๆ คลำ ๆ สักพักก็ตกหลุมรักทันที จะว่าไปผมมีความฝันที่จะมีเสือภูเขาดีๆสักคันมานานแล้ว แต่เมื่อก่อน กายพร้อม ใจพร้อม แต่ตังค์ดันไม่พร้อมสักที

 

ที่ผมอยากมีอยากได้ของดี ๆ หน่อย คงเพราะความคิดที่จะเดินทางไกล ๆ กับพาหนะชวนฝันชนิดนี้สักครั้ง หากจักรยานคุณภาพดี ก็มีหวังจะได้ปั่นกันไปยาว ๆ ลุยไหน ลุยกัน ในที่สุดผมก็ได้สมใจในคราวนี้ ส่วนจักรยานเลือดญี่ปุ่นนั้นผมจัดการโอนถ่ายไปให้น้องในออฟฟิศที่อยากใช้จักรยาน

 

คิดไปว่าหากมันถูกจอดให้ทิ้งร้างไม่ถูกใช้งานอย่างสมค่า ก็คงเสียชาติเกิด(เป็นจักรยาน..)

 

 

..............................

 

 

เวลาผ่านไปครึ่งปีกว่า อนาคตทางการงานของผมก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง นิตยสารต้าเจียห่าวปิดตัว ผมย้ายไปทำงานกับค่ายใหม่คือ บ.ทีวีบูรพา ในส่วนของสำนักพิมพ์ พิมพ์บูรพา หน้าที่คือเป็นกองบรรณาธิการ ถ่ายภาพ จัดหน้า ตรวจปรู๊ฟ ฯลฯ

 

การงานเปลี่ยนไป ที่อยู่เปลี่ยนตาม เพื่อนช่างภาพคนหนี่งเคยเตือนว่าผมไม่น่าจะเปลี่ยนที่อยู่บ่อย เพราะมันอาจเป็นลางไม่ดีทำให้ต้องเปลี่ยนงานบ่อย แต่ผมก็ไม่เชื่อ อาจเพราะไม่ถือเคล็ด..แต่ถือสะดวกว่า ผมจึงเลือกที่พักใหม่ได้ที่ซอยรามคำแหง 53 ส่วนออฟฟิศใหม่ผมอยู่ซอย 43/1 ปั่นจักรยานไปได้ทั้งจากด้านหน้า และทางลัดหลังซอย

 

ผมไม่อยากใช้คำว่าชุมโจร สำหรับที่อยู่ใหม่ของผมในย่านซอยหน้าม.รามคำแหงแห่งนี้ แต่เป็นได้ว่าทั้งที่จอดและรูปโฉมโนมพรรณของเสือ(ภูเขา)ขาวอวบของผม ไปต้องตาของเหล่าเสือ(โจรพันธุ์เสือ)แถวนั้นก็เป็นได้

 

แล้ววันที่เจ้าเสือขาวของผมต้องจากไปก็มาถึง ผมพามันไปจอดล็อคไว้กับเสาป้ายโฆษณาของกทม.หน้าม.รามฯก่อนจะขึ้นรถเมล์เข้าไปทำธุระในใจกลางเมือง ผมอาจไปนานเกินไปกลับมาเสียมืดค่ำ เจ้าเสือขาวจึงทิ้งผมไป ปล่อยให้ผมยืนมองป้ายเสาที่อาศัยฝากล็อครถไว้อย่างโดดเดี่ยว ภาพและข้อความบนป้ายไฟเชิญชวนให้คนกรุงเทพฯมีความสุขอย่างพอเพียง ผมมาจอดตรงนี้ก็น่าจะเรียกว่า เข้าคอนเซปท์ มีความสุขพอเพียง ช่วยชาติประหยัดพลังงาน ดูไปคิดไปแล้วก็เศร้าดีเหมือนกัน

 

คืนนั้นผมเดินไปเดินมาแถวนั้นอยู่อีกพักใหญ่ หวังไปว่าเจ้าเสือของผมมันจะเล่นซ่อนหา พอเบื่อก็จะโผล่ออกมา แต่เดินนานไปก็ไร้วี่แวว ตอนนั้นยังไม่เศร้าเท่าไหร่ เพราะไม่ทันได้คิดอะไร คงเหมือนขี่รถแล้วล้มกลิ้งลงไปกับพื้นขุขระ แรกรู้สึกมึนงง และชาไปทั่ว รุ่งอีกวันแผลถึงเริ่มแสบระบม เรื่องจักรยานล่องหนคราวนี้คงคล้ายกัน

 

จะคิดให้เศร้ายาวไปก็คงเท่านั้น แต่แม้จะหาทางแก้ไข นึกไปถึงตำรวจ ผมก็ไม่รู้จะไปแจ้งความไปเพื่ออะไร จักรยานหนึ่งคันไม่รู้จะมีความหมายแค่ไหนกับเจ้าหน้าที่ ใครจะมาคอยกวดขันจับกุมให้กับพาหนะราคาจ้อยร่อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ (จะว่าไปแม้แต่รถเก๋ง กระบะ ก็ยังไม่ง่ายที่จะกวดจับกลับคืนมาได้เลย) แม้อาจพอเป็นความหวังหนึ่ง แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจ.. ปล่อยไป แม้ในใจอาจเหลือความเจ็บแค้น และหวาดระแวงตกค้างอยู่บ้าง

 

สำหรับจักรยานคันนั้น เจ้าเสือขาว..ผมเคยร่วมเดินทางบนอานของมันมาไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยชั่วโมงแล้ว ระยะทางที่เดินทางในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาหลายเดือน ดูจากเครื่องวัดระยะของรถแล้วไม่ต่ำกว่า 1,800 กิโลเมตรกับเจ้าเสือขาวตัวนี้ น่าเสียดายที่เรายังไม่เคยร่วมทางไกลออกต่างจังหวัดด้วยกันสักหนเลย

 

สุดท้าย โอเค.. หายก็คือหาย คงไม่มีอะไรดีกว่าที่จะโทษตัวเองที่ดูแลรักษามันไม่ดีพอ ยังไงเสียมันก็แค่เปลี่ยนเจ้าของไปเท่านั้น จะยึดมั่นให้เจ็บปวดไป เจ้าเสือตัวนั้นมันก็เป็นเพียงโลหะและยางประกอบกัน หากจะตามหาอะไร สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นหัวใจของผมเองมากว่า หัวใจที่ยังรักจะเดินทางบนอานของพาหนะชนิดนี้

 

สองสามสัปดาห์ผ่านไป ไม่มีข่าวคราวอะไรเพิ่มเติม (และจะมีได้อย่างไรเพราะผมไม่ได้ใส่ใจที่จะประกาศตามหามันอีก) ผมกลับมาหายใจในจังหวะปกติ จากที่ใจหายไปหลายวัน

 

ตอนแรกก็ว่าจะตั้งหน้าเดินกันสักพัก แต่ความที่ไม่ชนะตัวเองในเรื่องตื่นตอนเช้าเท่าไหร่ สุดท้ายพอต้องรีบขึ้นมาก็ต้องอาศัยวินมอเตอร์ไซค์ทุกที จากหอไปซอยที่ทำงานไม่ไกล้ไม่ไกล ถ้าเดินเร็วๆก็ต้องใช้เวลาสักสิบห้านาที ถ้าใช้บริการวินมอไซค์ก็ 15 ถึง 20 บาท (ดูเหมือนจ่ายแลกกับเวลานาทีละบาทเลยแฮะ..)

 

ยังไงจักรยานทั้งประหยัดเงินและ ส่วนตัว กว่าแน่ ๆ แล้วสุดท้ายผมก็ไปจบที่คลองถมอีกจนได้

 

ผมได้จักรยานสภาพใหม่ราคาถูกยี่ห้อ.. Turbo ใหม่ของเราแต่เก่ามาจากไหนไม่รู้ คนขายบอกราคาแค่ 1,200 บาทขอต่อราคาได้อีกหนึ่งร้อยพอเป็นค่ารถ

 

เช่นเดียวกับครั้งก่อน ผมซื้อจักรยานมาจากพ่อค้าข้างทางในย่านคลองถมอีกแล้ว ยังไม่เข็ด แต่หนนี้ผมเปลี่ยนเจ้าและเปลี่ยนราคา งวดนี้หมดอารมณ์(และปัญญา)จะจ่ายแพง จำต้องเลือกจักรยานถูกที่สุดที่พอเข้าตา เข้าตาในเวลานี้หมายถึง หาได้- จ่ายไหว ตอนแรกก็กะจะหาของดีกว่านี้ แต่พอเจ้าจักรยาน  Turbo มาปรากฎตรงหน้า อะไรไม่รู้ก็ดึงดูดผมไปหาจักรยานเหล็กหนักๆ ขนาดเล็กกว่าตัวคันนั้น.. อาจจะเป็นความจน และความหวาดระแวงกับการจอดจักรยานในย่านที่อยู่ใหม่ก็เป็นได้

 

ผมมองมันอย่างขำ ๆ ดูจากสัดส่วนแล้ว แมวที่ไหนก็รู้ว่ามันเล็กกว่าตัวผมมาก อย่างแรกและอย่างเดียวที่ผมทำได้ก็คือปรับเบาะให้สูงที่สุดให้พอปั่นได้สะดวกขึ้น ที่เหลือก็คือปรับตัวปรับใจให้เข้ากันได้กับรถที่มี

 

บางที แค่มี.. ก็ดีแล้ว.. หรืออย่างน้อยก็ ดีกว่าเดิน.. อย่างคำที่เขาชอบแปะไว้ท้ายรถเก่าๆ

 

พอทำใจสบาย ๆ ได้ เวลาปั่นเข้าจริง กลับรู้สึกดีกว่าที่คิดไว้ เจ้า Turbo คันนี้ เพียงพอสำหรับถนนที่ไม่ได้ลาดชันขึ้นเขาอะไรนักในกรุงเทพฯ รถอาจจะ หนัก แต่ชิ้นส่วนก็ถูกขันยึดไว้ แน่นหนาดี ปั่นดีไม่มีส่าย หรือถ้าจะมีข้อบกพร่องอะไรก็ให้อภัยมันเถิด กับจักรยานราคาช่วยชาติขนาดนี้

 

ใช้ไปได้สักสองสัปดาห์ ผมเริ่มย่ามใจ ใช้มันพาไปกินข้าวที่โรงพยาบาลมิชชั่น ปั่นเที่ยวเล่นในเมืองบ้างพอสำราญใจ วันหนึ่งก็ปั่นไปที่ ดิ เอ็มพอเรี่ยม ห้างไฮโซชื่อดัง เพื่อจะเข้าไปหาแรงบันดาลใจดูรูปสวยๆในห้องสมุด TCDC ห้องสมุดแห่งแฟชั่น และการออกแบบสุดหรู

 

ผมเอารถจอดล็อกโซ่ไว้ในที่ล็อกรถจักรยานที่อยู่ใต้บันไดขึ้นรถไฟฟ้า มองไปข้าง ๆ เห็นพี่รปภ.ของห้างใส่สูทขาวยืนหล่ออยู่ไม่ไกล ดูแล้วน่าจะปลอดภัยดี

 

สามชั่วโมงที่ผมใช้เวลาในห้องสมุด ออกมาประมาณสามทุ่ม ผมเดินไปเอารถ.. รปภ.ยังอยู่ แต่จักรยานผมหายตัวลึกลับ.. ผมยืนงงอยู่สักพัก ก่อนเดินไปถามรปภ. ว่าเห็นรถจักรยานที่จอดตรงนี้ไหม.. เขาบอกว่าเหมือนจะเห็นนะ..

 

หลังจากนั้นเขาก็กุลีกุจอมองซ้ายมองขวาหาในระแวกนั้น แต่ดูอาการแล้วทั้งเขาและผมต่างมองหารถที่หายไปแบบพอเป็นพิธีเท่านั้น เราต่างน่าจะรู้แก่ใจดีว่า มันไปแล้ว ไปลับ..

 

 

.....................................

 

 

จักรยานหายไป และผมยังคงไม่ได้ขี่จักรยานทางไกลสักที แต่สิ่งสำคัญที่ผมพบภายหลังคงจะเป็น จักรยานทางใจ มันไม่ได้ถูกใครขโมยไปด้วย

 

จักรยานชนิดนี้ไม่ต้องหาโซ่เส้นใหญ่มาคอยล็อกให้ปลอดภัย แต่ผมเชื่อว่ามันคงอยู่กับเราเสมอหากเรายังคงรักที่จะเดินทางไปด้วยสองล้อและสองขาของเราเอง

 

 

 

ปล. ล่าสุดถัดจากเหตุการณ์หน้า ดิ เอ็มโพเรียม ผ่านไปสักเกือบเดือน ผมก็เพิ่งได้จักรยานมือสองมาอีกคัน หลังจากไปดูจากแหล่งใหญ่ที่มีของให้เลือกมากมายอย่าง เชียงกง คราวนี้ผมเดินสายกลางระหว่างราคากับคุณภาพ ผมเลือกจักรยานยี่ห้อของอเมริกายี่ห้อหนึ่ง มันเป็นจักรยานลูกผสมระหว่างเสือภูเขากับเสือหมอบ คือล้อเล็ก ไม่มีโช้คหน้า แต่แฮนด์จับคล้ายเสือภูเขา จึงไม่ต้องก้มมาก ผมได้มาในราคามิตรภาพ 3400 บาท..

 

คราวนี้ผมระวังมากขึ้นในการจอดในที่ต่าง ๆ.. จนแทบจะกลายเป็นสัญชาติญาณอย่างหนึ่งไปแล้ว

 

 

ดูท่าว่าผมจะยังไม่เข็ดเสียที..

 

 

 


edit @ 2007/04/25 03:02:48

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โห ประวัติศาสตร์ยาวนานจังเลยค่ะ

อย่าพึ่งเข็ดนะคะ ตราบใดที่พี่ยังไม่เบื่อที่จะพาเจ้าสองล้อนี้ไปไหนมาไหน มากกว่ารถที่กินน้ำมัน

นู๋มีจักรยาน 1 คันค่ะ
เพราะพึ่งมาขี้เปงตอน 17 นี่เอง คิคิ

ตอนนี้ก็เริ่มเล็กๆไปแระ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนเลยค่ะ น่าจะยังอยู่ด้วยกานอีกนาน ถ้าไม่ยกให้คนอื่นไปก่อน

ไม่เจอกานนาน เม้นท์ยาวๆเยย คิคิ

#1 By ๛Girl In Game๛ on 2007-04-25 03:11

อ่านบทความพี่แล้วนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ขอแอดไว้เป็น ฟาโวฯ นะครับ

#2 By renkung on 2007-04-25 03:25

ตื่นเต้นที่เห็นเขียนมาอัพบล็อก เลยลงชื่อไว้ก่อน แล้วจะมาอ่านตอนบ่าย

เรื่องจักรยานก็เป็นอีกเรื่องนึงที่เพื่อน ๆ เอ่อ เหงื่อตกกันมาก 5555

#3 By no one on 2007-04-25 06:28

มาอ่านจนจบ อืม เรียกว่าเริ่มแล้ววางไม่ลงจะเหมาะกว่า

เล่าเรื่องชีวิตตัวเองกับจักรยานบ้าง
เดิมเราขี่จักรยานไม่เป็นหล่ะ หรืออาจจะเป็นแต่ขี้ขลาดเกินไป
ที่น่าทึ่งก็คือเราขี่มอไซด์ได้ บอกใครใครก็ไม่เชื่อ
นัยว่าจักรยานเป็นพื้นฐานของมอเตอร์ไซด์

ช่วงที่เพื่อนๆหัดกันตอนเด็กๆ ก็หัด หัดไปกลัวไป
ล้มนิดล้มหน่อยก็ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรใครๆเลยไม่พาไปขี่จักรยานด้วย

ไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาชีวิตสักเท่าไหร่
จำได้ว่า อืม ผช.ที่แอบชอบเคยให้ซ้อนจักรยานด้วย
นานทีจะอยากผอม เกิดมาในชีวิตไม่เคยอยากผอมเท่าวันนั้นเลยสักครั้ง
เป็นความรู้สึกอยากผอมที่เข้มข้มเหมือนช็อกโกแล็ตร้อน

ในที่สุด ก็ค้นพบว่า หัดจักรยานน่าจะง่ายกว่า
เพิ่งกลับมาหัดอีกครั้งเมื่อเดือนสองเดือนก่อน แล้วก็ อืม เราขี่ได้นี่หว่า
เหมือนแบบจอมยุทธที่สะสมวิชาทีละเล็กละน้อย
แล้วจู่ๆก็(คิดไปเองว่า) อ่า สำเร็จวิชาขั้นเทพซะงั้น
หัดครั้งนี้เราหัดกับจักรยานแม่บ้านที่พ่อเอาไว้ขี่ออกไปเม้าท์กับแก็งส์ร้านน้ำชา
ไม่ต้องมีใครๆสอน จับออกมาแล้วถีบออกไปเลย

ตอนนนี้ยังไม่กล้าออกถนนมากคุณเขียน
เรายังไม่กล้าปล่อยแฮนด์ข้างเดียวแล้วขอสัญญาณเลี้ยว

ขอเทคนิคหน่อย
อีกนิด เผอิญเรื่องมันไปคล้องกับหนังสือที่หยิบมาอ่านเมื่อคืน

เมื่อคืนอ่าน วัยฝันวันเยาว์ ของพิบูลย์ ศักดิ์ละครพลซ้ำค่ะ
มีฉากเรื่องจักรยานเยอะเลยในช่วงที่เขาเริ่มเติบโตเป็นหนุ่ม
ภาพบรรยายการขี่จักรยานข้ามอำเภอในจังหวัดทางภาคเหนือ
ตัวหนังสือวาดภาพใบไม่ ดอกไม้ และ ก้อนเมฆไว้สวยเชียว

จนแล้วจนรอด
ก็ไม่สามารถเขียนถึงหนังสือของนักเขียนที่ชอบมากๆได้
นึกถึงตอนเราไปขี่จักรยานที่ปากช่องกันเนอะ
สมกับที่หายไปนาน...ยาวมากเจงเจง

แต่ก็อ่านจนจบล่ะจ้า เขียนก็ยังคงเป็นเขียนเหมือนเดิมนิ

จักรยาน ราเลย์ นั่น เป็นจักรยานในฝันของพี่จ๋อยเลย

ตั้งแต่คุยกับเขียนไว้เมื่อสองปีที่แล้ว
เรื่องซื้อจักรยานก็ยังไม่ได้คืบหน้าไปถึงไหน...

แต่ตอนนี้ กล้องที่อยากได้ก็มีแล้ว
(แม้ว่าจะอยากได้ slr มาลองเล่นบ้างสักตัวอีก แหะแหะ)

ชีวิตเปลี่ยนผ่านไปเรื่อยนั่นแหละนะ
แต่พี่จ๋อยว่าจังหวะชีวิตเขียนคงคล้ายจักรยาน...

ถีบ ปั่นไปเรื่อย ไม่เร่งไม่ร้อน
ไม่เพิ่มมลพิษให้โลก และผู้คนรอบข้าง
เป็นเขียนคนเดิมที่เคยรู้จัก
(แม้จะเปลี่ยนที่ทำงานบ่อยก็ตาม หุหุ)

ถ้าว่างก็มาอัพเดทชีวิตให้อ่านเรื่อยเรื่อยนะ ถ่ายรูปมาให้ดูด้วยก็จะดีมั่กมั่ก

อยากเขียนยาวกว่านี้อีก แต่มันจะกลายเป้นจดหมายไปน่ะเซ่

เอาเป็นว่าคึดฮอดหลายเด้

ป.ล 1 จะช่วยสวดมนต์ภาวนาให้จักรยานคันนี้อยู่กับเขียนนานนานแล้วกันนะ

ป.ล. 2 ชอบคำว่า 'จักรยานทางใจ' บ่งบอกความเป็นเขียนมากกกก

#7 By jOylUckClUb on 2007-04-25 16:32

จำไม่ได้แล้วว่าเคยมีจักรยานมากี่คัน

มันเบลอ ๆ งง ๆ สับสน ๆ รู้แต่ว่าเคยเช่าจักรยานขี่ด้วยตอนเด็ก ครึ่งชั่วโมง 5 บาท

ตอนนี้มีสีแดง 1 คันไว้ขี่ไปตลาด และอีกหลาย ๆ ที่

ชอบเรื่องนี้อ่ะ เขียนดีนะเพ่

#8 By ธัญวา on 2007-04-25 23:48

คุณเขียน

แบบดิฉันแค่ต้องการปล่อยมือข้างเดียวเพื่อขอสัญญาณเลี้ยวอ่ะค่ะ
อันนั้นมันแอดว้านไป ไม่เป็นไร คิดว่าขี่ไปเรื่อยๆ คงเก่งขึ้นค่ะ
เฮ้ย ..

เขียนได้มันฮามากว่ะ มึง

ถ้าไม่เก็บรอ...กูว่า มึงต้องด่า ได้ยาวกว่านี้แน่ว่ะ



#10 By kryse555 (203.150.118.134) on 2007-04-26 23:20

พี่เขียนนนนน

นี่เจี๊ยบเองนะพี่...

ไปเจอบล็อกพี่เข้าโดยบังเอิญ

แล้วจะแอบมาอ่านอีกบ่อยๆ



ปล. เขียนยาวเหมือนกันนะเรา

#11 By Dogville (203.146.192.135) on 2007-04-27 12:17

จำได้ว่าตอนปีหนึ่ง หนูยังซ้อนท้ายจักรยานพี่เขียนไปเที่ยวอ่างแก้วได้อยู่เลยเนอะ แต่ตอนนี้ ไปกินข้าวด้วยกัน พี่เขียนก็ออกรีบออกตัวก่อนว่า...
ตอนนี้พี่ให้เจี๊ยบซ้อนท้ายจักรยานไม่ไหวแล้ว เดินไปแล้วกันนะ

โห...ใจร้าย หนักขึ้นแค่ยี่สิบกิโลเอง ทำบ่น ตาเขียน

#12 By หลานรหัสพี่นั่นแหละ (58.8.101.11) on 2007-04-27 23:41

ตั้งแต่ได้ลงในหนังสือพิมพ์ จักรยานหายไปสองคันเลยเหรอ
สงสัยแฟนๆจะแอบสะกดรอยตามไปลักนะนั่น

#13 By getterTu (124.120.186.190) on 2007-04-28 14:24

ไปลอง เปิดบล็อกใหม่ดูเล่นๆที่ Oknation
กะจะเขียนบันทึกนึกคิดสั้นๆไว้
ถ้าใครอยากจะไปเที่ยวก็เชิญได้ที่

http://www.oknation.net/blog/kiennews
นะครับ

#14 By เขียนเอง.. (203.118.70.122) on 2007-04-29 02:58

ยาวมากกกก
เปลี่ยนอะไรไปบ่อยแค่ไหน แต่รู้สึกว่าใจของคุณเขียนจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงนะจ๊ะ (สำนวนคุ้นๆวึ้ย)

#15 By ยุ้ย (58.8.46.184) on 2007-04-30 12:37

เย้ พี่เขียนมีเวลามาเขียนเล่าอะไรสักที
เรื่องจักรยานของพี่ทำให้นึกถึงจักรยานในชีวิตเหมือนกันเลย

ป.ล.
กลับบ้านเดี๋ยว ก็ยังได้ปั่นจักรยานคุณป้าอยู่เลย ป้าทั้งรูปทรงจักรยานคนขายล็อตเตอรี่ที่ที่นั่งด้านหลังขนาดใหญ่เป็นโครงเหล็กสีดำ และป้าเพราะเป็นของป้าที่ขายหวยนี่เอง

#16 By ยีน (161.200.255.162) on 2007-05-01 13:50

ขอจักรยานจงอยู่คู่ท่าน

จักรยานหายครั้งนึง เราก็จะรอบคอบเพิ่มอีกเสต็ปนึง หรือเปล่า?

ได้ข่าวอัพเดทเรื่องพิมพ์บูรพาจากน้องอ้อ
คิดว่าพี่เขียนคงจะเข้มแข็งขึ้นอีก

#17 By iammonkey (124.157.164.133) on 2007-05-02 14:04

หวัดดีค่ะ พี่เขียน
ซำบายดีนะคะ ส่วนหนูซำบายดีบ้างไม่ดีบ้างค่ะ (เอิ้กกก)
ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่า ไอ้เจ้าสองล้อตัวลีบๆ แบนๆ ไม่มีเครื่องยนต์กลไกอะไรสลับซับซ้อน จะเป็นที่ต้องการของมหาชนซะขนาดนี้
แล้วพี่เขียนก็เป็นทาเก็ตระดับสูงซะด้วยสิ อุอุ

นี่...ปลายเดือนนี้ ที่มหาลัยหนูก็จะมีกิจกรรมปลูกป่าโกงกางกันหล่ะ แล้วก็มีโปรแกรมแรลลี่จักรยานกันด้วย
แต่หนูดันขี่ไม่เป็น ก็เลยได้แต่ซ้อนท้ายเขา
เฮ้อ เซ็งจัง
รู้สึกเป็นปมด้อยมากเลยนะเนี่ยะ

ป.ล.ได้ข่าวว่า พี่เขียนย้ายมาอยู่นิตยสาร ค.ฅนแล้วเหรอคะ
อืมม สู้ๆ ค่ะ ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา แต่มิตรภาพไม่มีวันเปลี่ยนไป (ฮิ้ววว)
ป.ล. อีกที ชอบประโยคของพี่บอกอต้าเจียห่าวจัง จะจำไว้เตือนตนค่ะ เพราะบ่อยๆ ชอบเขียนระบายอารมณ์ขณะกำลังพลุ่งพล่าน แล้วพอกลับมาอ่านอีกทีก็พบว่า นี่ฉานเขียนไรไปวะเนี่ยะ...แหะ แหะ
แต่ข้อความนี้เขียนตอนคลื่นรมณ์สงบค่ะ เพราะได้ปลดปล่อยไปก่อนหน้านี้แล้ว (ฮา)
พอแล้วดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นเขียนจดหมายเหมือนพี่จ๋อยอีกคน

คิดถึงนะคะ

#18 By นาจ้า (125.24.54.113) on 2007-05-02 23:35

ได้ฟังเรื่องเล่าจักรยานจากปากพี่เขีบนแล้วทีนึง
มาอ่านอีกที ก็ยังนึกขำ
มันเหมือนซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆนะ
แต่ถ้าเจอกับตัวจริงก็คงขำไม่ออก - -"

รอฟังข่าวคราวของคันใหม่นะคะ
^^

#19 By อุ๋ย (124.120.27.201) on 2007-05-05 21:16

นึกถึง ป้อม ว่ะ

ป่านนี้ป้อมจะไปขี่จักรยานอยู่ไหนแล้วเนี่ย

โปรดใช้รถ ใช้ถนน และ ใจ ด้วยความระมัดระวัง

#20 By แองจ้า (125.24.133.36) on 2007-05-09 15:24

พูดคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับรถ
http://clubrot.com/cars

#21 By เที่ยวไทย on 2007-09-09 08:13

เศร้าและงดงามในความรู้สึก ผมลืมจักรยานคันเก่งในอดีตไปเลย หลังจากรู้สึกอิสระบนมอเตอร์ไวค์---ขอบคุณครับเขียน

#22 By จารี (202.57.168.193) on 2009-05-29 22:45