เรียนดี ไม่เรียน(ก็)ดี

posted on 13 Feb 2007 20:38 by kiennews

'เปอร์'final score-2007(ภาพจากหนัง)

 

ช่วงเวลาที่หอมหวานที่สุดของชีวิตเราอยู่ในวัยไหน...

สำหรับผมคงจะเป็นช่วงตั้งแต่ขึ้นชั้นม.4 จนกระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยในปี1-2 (ส่วนปี3-4ยิ่งใกล้จบยิ่งไม่ค่อยสนุกมากเท่าไหร่แล้ว) ตอนขึ้นชั้นม.ปลายและเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมจะได้เรียนร่วมชั้นกับหญิงสาวนั้น ผมงกๆเงิ่นๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดแทนตัวเองอย่างไรดีเวลาต้องเปิดฉากพูดคุยกับสาวๆ ในห้อง จะฉันหรือเค้า เราหรือผม เป็นงงจริงๆ

ช่วงชีวิตระหว่างนั้นเมื่อได้มองย้อนกลับไปทีไร มันช่างมีหลายสีสรร หลากอารมณ์เหลือเกิน เผลอๆเราอาจทั้งหัวเราะ และหลั่งน้ำตาให้กับมันได้พร้อมๆกัน เมื่อตกลงไปในภวังค์ของอดีตเก่าๆเหล่านั้น

หนังเรื่องหนึ่งที่เพิ่งได้ดูฉุดดึงความทรงจำหลากหลายในวัยเยาว์นั้นให้หวนคืนมาในห้วงความทรงจำอีกครั้ง ในรายละเอียดของเรื่องราวอาจมีผิดแผกแตกต่างตามยุคสมัย แต่ผมคิดว่าความรู้สึกบางอย่าง รับรู้ สัมผัสได้คล้ายๆกัน

หนังเรื่อง Final score- 356 วันตามติดชีวิตเด็กเอ็นฯ หนังที่สะท้อนชีวิตจริงของเด็กหนุ่ม ซนๆกลุ่มหนึ่ง ที่ต้องเคี่ยวกรำตัวเองในปีสุดท้ายให้ผ่านสมรภูมิของการสอบระดับประเทศที่มีสัดส่วนผู้ชนะเพียงแค่หยิบมือหนึ่งจากทั้งหมดเท่านั้น หลังจากหนังจบ ไม่ต้องอ้างอิงบทวิจารณ์ให้ไขว้เขว ผมตัดสินตามความรู้สึกได้ทันทีว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เข้าขั้น"ประทับใจ"

กับใครหลายคน ด้วยวันวัยที่พ้นผ่าน วันนี้เราอาจเริ่มหลงลืมไปแล้วว่าเราเคยรู้สึกปั่นป่วนเช่นไรเมื่อครั้งอยู่ในวัยเดียวกับเหล่าเด็กหนุ่มในหนังสารคดีเรื่องนี้ วันที่เราบางคนยังคงเถียงกับพ่อ ทะเลาะกับแม่ได้คำต่อคำ บ้างก็อกหักรักคุด เรียนตกกันมาเหมือนๆกัน(อย่างน้อยก็ผมล่ะ)

เหมือนฝันไป.. ไม่นาน ผมยังคงจำภาพที่ต้องทนเคี่ยวเข็นตัวเองให้ท่องอ่านตำราเล่มโตๆ เพื่อ "จำ" ไปสอบอยู่หลายเดือน ทุกเย็นที่โต๊ะตัวนั้นในโรงเรียนกวดวิชาใกล้บ้าน

ตอนที่พวกเปอร์กับเพื่อนๆ ในเรื่องพากันไปเที่ยวทะเลหลังสอบเสร็จ มันก็ทำให้ผมเห็นภาพตัวเองไปเที่ยวทะเลกับกลุ่มเพื่อน ม.ปลายครั้งสุดท้าย ที่เกาะช้างเมื่อหลายปีก่อนได้ชัดนัก

บ่ายหนึ่งที่บังกะโลริมหาดวันนั้น แม้บรรยากาศจะกลายเป็นสีเทาหม่นไปแล้วจากม่านฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เราอาจมาผิดฤดู แต่แทนที่เราจะนั่งจับเจ่าอย่างเหงาๆในบังกาโล เพื่อนคนหนี่งเลือกเตะบอลสาดยาวออกไปไกลยังชายหาด หลังจากนั้นที่ชายหาดจึงมีเงาของไอ้หนุ่มบ้าๆห้าหกคนไล่เตะลูกกลมๆกันอย่างเมามันท่ามกลางสายฝนนั้น และนั่นคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เตะบอลกับพวกมันอย่างสนุกเถิดเทิงที่สุดในชีวิต

ถ้าเพื่อนคนหนึ่งไม่เริ่มเตะบอลและวิ่งนำออกไป เราคงไม่รู้รสของการเล่นบอลท่ามกลางสายฝนริมชายหาดว่ามันสนุกและเย็นสบายแค่ไหน เท้าเปลือยเปล่าที่ย่ำไปบนลานทรายชุ่มฝนก็นุ่มเท้าดี จะล้มจะกลิ้งแต่และทีก็ไม่มีใครเจ็บตัว เผลอๆจะนอนเหยียดยาวไปเสียเท่านั้น

...หลังจากดวลแข้งกันไปสักพัก ก็มีคนมาขอเล่นกับพวกเรา วันนั้นถ้าจำไม่ผิดผมซัดเข้าประตูไปสองลูกจากสิบลูกที่พวกเรายิงฝ่ายตรงข้ามได้ เราชนะไปท่วมท้น แต่แพ้ชนะคงไม่สำคัญเท่าความสุขมวลรวมของพวกเราในบ่ายวันนั้น

ในหนัง... ฉากเปอร์กับเพื่อนๆ เล่นฟุตบอลริมชายหาด ร้องเล่นเต้นสนุกกัน ทำเอาใจผมลอยไปถึงเพื่อนๆที่ต่างกระจัดกระจายไปไกลกัน และตอนค่ำที่ริมหาดนั้นเองลุงเด็กหนุ่มขี้สงสัย โยนคำถามหนักๆ เข้าไปในวงเพื่อน

"เฮ้ยถามจริงๆ เหอะ อนาคตพวกมึงอยากจะเป็นอะไรวะ"

โดยน้ำเสียง คำถามนั้นต้องการคำตอบอย่างจริงจัง และโดยวัยของคนตอบก็ไม่ใช่เด็กอนุบาลที่จะมีคำตอบสำเร็จรูปในฝันอีกต่อไป คำถามนี้ทำให้วงคุยเงียบลง เหมือนเว้นที่ให้ความนึกฝันทำงาน

บางทีอาจจะไม่ใช่เด็กม. ปลายเหล่านี้เท่านั้นที่ ไม่ชัดเจนกับอนาคต แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ บางคนจนถึงวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจในคำตอบของตัวเองเช่นกัน หรือเราบางคนก็อาจจะเชื่อในคำตอบสำเร็จรูปของคนอื่นไปแล้ว โดยเฉพาะในหนังสือฮาวทูสอนรวยเร็วขายดีเหล่านั้น

"กูอยากเป็น......." หลังจากอึกอักอยู่พักใหญ่ สารพัดความในใจจึงพรั่งพรูออกมา ท่ามกลางความอบอุ่นของเพื่อนพ้องและกองไฟ การได้พูดคุยเปิดใจ กับเพื่อนสนิทใกล้ชิด อย่างน้อยก็คงช่วยเติมฟืนไฟ ให้กำลังใจกันได้ไม่มากก็น้อย

ผมนึกถึงวันวัยที่เคยผ่าน วันที่ยังสับสนกับความคิดที่โตไม่ค่อยจะทันกับร่างกาย อนาคตในวันนั้นยังดูซีดจางเสียเหลือเกิน เราเพียงรู้ว่าคณะไหน "น่าจะเป็นไปได้" สำหรับสมองอย่างเรา แต่เรากลับไม่รู้ว่าเรารักอะไร... รักไม่ชัดเจน

พอใกล้วันสุดท้ายของการเรียน 'ลุง' อีกแล้วที่ตั้งคำถามกวนใจเพื่อน...

"เฮ้ยมึงรู้ไหมว่า ความรู้ คืออะไรวะ"

ลุงถามเพื่อนไปหลายคนก่อนจะถูกเพื่อนถามกลับ

"เอาแต่ถามคนอื่น แล้วมึงล่ะว่าไง"

"ความรู้...ก็คือที่อยู่ในหนังสือเรียน"

"แล้วมึงอ่านไหม"

"ไม่เคย" เพื่อนถามเองตอบเอง

คนดูในโรงหัวเราะกันคิกคัก แต่ก็มีบางคนมีคำตอบให้หยุดคิดต่อ...

เมื่อลุงไปถามครู คุณครูตอบว่า "ความรู้คือ ทุกอย่าง ทุกอย่างรอบตัว"

ส่วนเปอร์คิดว่า "ความรู้...คือประสพการณ์"

อืม...

"Reader"ห้องสมุดกลาง มช. 2543

 

........................

ผมนึกถึงสมัยที่ผมเพิ่งเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในปี 2539 รุ่นพี่ในตอนนั้นจะให้น้องๆปีหนึ่งตามขอ "ลายเซ็น" ของพี่ๆทุกชั้นปี น้องๆต้องขอมาให้ได้มากกว่าคนละ 100 ชื่อจึงจะสามารถนำไปแลกกับหัวเข็มขัดของเมเจอร์สื่อสารมวลชนที่เรียนอยู่ได้

กว่าที่พี่แต่ละคนจะยอมเซ็นให้น้องๆได้ น้องก็ต้องทำอะไรบางอย่างตามที่รุ่นพี่สั่ง ตอนนั้นผมก็ทำสารพัด ตั้งแต่ให้ไปขอความรักจากรุ่นพี่ผู้หญิง ท่องจำกฎที่ผู้ชายเมเจอร์นี้ต้องจดจำคือ 1 ผู้หญิงต้องมาก่อน(ดูแลผู้หญิง) 2 ต้องนำผู้หญิงให้ได้ 3หญิงชายมีสิทธิเสมอกัน ประมาณนี้.. มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งบอกให้ผมเรียกร้องความสนใจจากเขาให้ได้ก่อนถึงจะยินยอมเซ็นชื่อให้ คิดอยู่สักพักผมจึงแกล้งทำทีว่าเกิดผื่นแพ้และคันไปทั่วตัว จนทนไม่ไหวต้องถอดเสื้อนักศึกษาออกต่อหน้ารุ่นพี่สาว และหันไปโบกรถจักรยานยนต์ที่ผ่านไปมา ให้ช่วยพาไปส่งโรงพยาบาลในทันที พอแน่ใจว่ารถเลี้ยวลับโค้งพ้นตารุ่นพี่แล้ว ผมจึงเฉลยความจริงกับพลเมืองดีและขอลงจากรถ

ลายเซ็นของรุ่นพี่ที่ได้มา ส่วนใหญ่จะไม่เซ็นเปล่าแต่มักจะเพิ่มเติมถ้อยคำต้อนรับ หรือเตือนใจแถมให้เราด้วย บ้างก็แนะนำตัวเองไว้อย่างดี กลัวน้องลืม ซึ่งก็มักจะต้านทานวันเวลาไปได้ไม่นานนัก ส่วนใหญ่คนที่ผมจะจำได้นาน มักไม่เกี่ยวกับวิธีการแนะนำตัว แต่มักเกี่ยวเนื่องกับความผูกพันช่วยเหลือกันในระหว่างช่วงชีวิตนักศึกษาเสียมากกว่า แต่ก็มีอยู่บ้างบางคนที่ผมกลับจำได้อย่างยาวนาน แม้นับครั้งนับคำที่เคยพูดจากันได้

ที่จำได้ก็ด้วยถ้อยความบางคำบนกระดาษที่ผมยื่นให้เขาเซ็นให้นั้นเอง จากร้อยลายมือในสมุดดำทำมือเล่มเล็กที่ใช้บันทึกลายเซ็น ผมกลับชอบคำอวยพรสั้นๆ ของ พี่ดำ รุ่นพี่ปี4ผิวเข้มหน้าดุ พี่ดำเขียนข้อความสั้นๆว่า

"ขอให้มีประสพการณ์.."

และด้วยความข้อนั้น มันกลายเป็นประโยคทองที่ผมมักจะถ่ายโอนไปสู่น้องๆ รุ่นต่อไปเสมอ หากมีโอกาสได้มอบลายเซ็นให้

จะว่าไปงานการที่ทำทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นโอกาสที่มาจากบางความสัมพันธ์ของเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยเชื่อถือชอบพอกันมา แต่กับเรื่องวิธีคิดและการทำงานส่วนใหญ่นั้นผมกลับรู้สึกได้ว่า มันค่อยๆเกิดขึ้นจากการได้ลงมือดู และ(ถ่าย)ทำเอง มากกว่าที่จะได้จากตำราและอาจารย์

ครั้งหนึ่งสมัยเรียนไม่จบ(สักที) ผมพยายามจะเข้าไปขอเรียนพิเศษเกี่ยวกับการถ่ายภาพจากรุ่นพี่คนหนึ่งที่จบวิชาถ่ายภาพมาจากเมืองนอก แต่แล้วเขาก็ทำให้ผมต้องสะดุดกับคำพูดสั้นๆ

"เอ็งอยากถ่ายรูปใช่ไหม"

"ครับ"

"อยากถ่าย ก็ไปถ่ายสิ... ไม่ต้องมาเรียนหรอก"

หลังจากได้ยินอย่างนั้นผมก็รู้สึกผิดหวังเล็กๆ และหลบหน้าหายไปไม่กลับไปหารุ่นพี่คนนี้อีก

ผ่านไปนานวัน ผมถึงคิดได้ว่า ความรู้ความเข้าใจบางอย่าง อาจไม่ได้บอกสอนกันได้ง่ายนัก และโดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับศิลปะ ที่ไม่ใช่เรื่องหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง

ผมเข้าใจว่าวันหนึ่งต่อเมื่อผมได้พยายามจนชัดเจนในทิศทางบางอย่างที่เป็นตัวเองเท่านั้น เขาถึงจะมีประโยชน์และช่วยผมได้จริงๆ เมื่อถึงตอนนั้นหากต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง ผมคงจะรู้ว่าผมควรจะถามอะไร และผมอยากรู้อะไรอย่างแท้จริง หรือที่สุดแล้วผมอาจจะไม่รู้จะถามอะไรกับเขาอีก คงไม่ใช่เพราะรู้รอบตอบเองได้ทั้งหมดแล้ว แต่บางเส้นทางเดินที่แตกต่างอาจต้องการความรู้ และเครื่องมือที่ต่างกัน และสุดท้ายเราต่างต้องเดินไปตามเส้นทางของเราก็เท่านั้นเอง

ย้อนกลับไปที่คำถามในหนังที่ลุงอยากรู้ว่าความรู้คืออะไร ผมจึงชอบคำตอบของเปอร์ที่ว่า "ความรู้ คือประสพการณ์"

หลังจากใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอยู่นาน5ปีครึ่งก่อนออกมาทำงาน ถึงวันนี้ผมพบว่าที่ผ่านมา หาก ประสพการณ์ = ความรู้ อย่างที่เปอร์ว่า ผมก็อาจมีความรู้ไม่มาก...แต่ก็ไม่น่าจะน้อยเกินไป

และอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ ความรู้ ไม่ใช่ ความจำ


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปล. ที่ว่าจะเขียน tag ก็ไม่ได้เขียนสักที ..ว้า..
edit @ 2007/02/14 00:07:10
edit @ 2007/02/14 00:16:58


edit @ 2007/02/14 00:55:13

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังไม่ได้ดูเลย

แต่อยากไปดูมาก ฟังคำจ๋อยมายิ่งอยากดู
ด้วยเรารู้สึกว่าไม่ชอบอะไรที่ตามถ่ายชีวิตคนจริงๆ รู้สึกว่า มันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนไหม
ไม่ชอบการโหวต อะไรแบบนั้น

แต่เราจะไม่บอกว่าไม่ชอบอะไรจนกว่าจะได้ชิม

โรงเรียนเราอยู่ติดทะเลหล่ะเขียน แบบเดินไปนิดเดียวก็ถึงทะเล
วันสุดท้ายของการเรียนเราก็เดินไปทะเลแล้วนั่งคุยกันอยู่นานมาก
เราชอบสมมติว่าหากวันนั้นมาถึงเราจะเป็นอย่างไร
เราจะแต่งงานมั้ย มีลูกหรือเปล่า เพื่อนในมหาวิทยาลัยจะเป็นยังไง
สัญญากันว่าแม้เราเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะไม่ทิ้งกันไปไหน

พูดเรื่องความฝันจริงๆ ที่ไม่ใช่ความฝันของคนอื่น

ตอนก่อนจบ เราเล่นสงครามน้ำถุงด้วย
เอาน้ำเปล่าใส่ถุงต่างกระสุน แบ่งพวกกันด้วยห้องเรียน
รอจังหวะเผลอ เอาถุงน้ำในเมือขว้างใส่ให้แตก

สนุกมากเลย โดนตีในห้องปกครองด้วย
แบบพวกผู้หญิงเดินหัวหูเปียก ครูเลยจับไป
พวกผู้ชายหนีขึ้นเขาไปแล้ว เตรียมหนีเรียนในลำดับถัดไป
มองลงมาเห็นเด็กผู้หญิงใส่ชุดพละเดินเรียงแถวกัน

พวกนั้นลงมา มาโดนตีด้วยกันทั้งที่หนีไปให้พ้นก็ได้

เป็นห้องคิงส์ที่เก่งที่สุดและร้ายกาจที่สุด

ช่วงชีวิตที่รอยยิ้มคือรอยยิ้มที่แท้จริง
ขอเมนท์ก่อนอ่าน เพราะกรี๊ดสลบไปแล้วกับรูปหอสมุดกลาง คิดถึงมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ขอบคุณที่เอามาลง T-T

มีอีกไหม ภาพมช. คิดถึง

#2 By no one on 2007-02-14 00:13

อ้าว กลับมาอีกครั้ง แกเอารูปหอสมุดของฉันไปไหน ยังไม่ทันได้เซฟเลย แง ๆ

#3 By no one on 2007-02-14 00:15

คือวันนี้ แบบว่าคุณภาพชีวิต การอัพบล็อคแบบร่อนเร่พเนจร..นี่มันยากลำบากจริงๆนะ นุชเอ้ย
ไม่มีที่เล่นเน็ตเป็นหลักแหล่งเหมือนแต่ก่อน.. เฮ้อ..

#4 By เขียนเอง on 2007-02-14 00:19

อยากได้รูปหอสมุดกลางอ่ะ เอาคืนมานะ แง๊

#5 By no one on 2007-02-14 00:44

อ้อ โทษทีรูปมันกลับมาแล้วนี่หว่า เราก็คุณภาพชีวิตการอ่านบล็อกแย่เหมือนกัน เพราะกระเบียดกระเสียรเวลาปั่นงานมาแอ๊บเข้าบล็อก

#6 By no one on 2007-02-14 00:45

อ่านจบแล้ว สุดยอดเลยว่ะเขียน

#7 By no one on 2007-02-14 01:02

คิดถึง มช.เนอะ


คิดถึงสิ่งที่เคยผ่านไป



และ แฮปปี้ เยอะๆนะพี่เขียน


Happy Valentine.

#8 By เบน on 2007-02-14 08:51

ตอนสมันเรียน จะมีความผูกพันธ์กับรุ่นพี่ก็แค่ช่วงแรกๆที่เขามาช่วยจัดตารางเรียน แล้วก็ตอนรับน้อง (แถมไม่ได้ไปอีก) พออยู่ปีสอง ก็ไม่ค่อยได้ผูกพันธ์น้องเท่าไหร่อีกเช่นกัน เพราะอยู่คนล่ะที่ เจอกันบ้างเวลามีกินเลี้ยงอะไรต่างๆ แต่ก็แค่นั้น มีแต่เพื่อนมากกว่า แต่ก็สนุกดี ไม่ได้รู้สึกว่าทำอะไรหล่นหาย ทุกวันนี้ถึงไม่ค่อยเจอหน้ากัน ก็ยังติดต่อกันเหนียวแน่น ยิ่งเขียนก็ยิ่งคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ครั้งยังช่วยกันเอาตัวรอด (เรื่องเรียน)

ส่วนเรื่องเรียน เรารู้สึกว่ามีเรื่องให้ต้องเรียนรู้ทุกวันเลยอ่ะ ไม่หมดสักที ยิ่งเรียนยิ่งโง่ด้วย

แฮปปี้ วาเลนไทน์นะคุณเขียน เราไม่มีเศร้าอยู่แล้ว เรามีสิทธิ์มอบรักให้ใคร หรือรับรักจากใครก็ได้

ปล.ที่ถามว่า ไอ้นิดซำบายดีบ่ ก็จะตอบว่าซำบายดีเด้อ เราชื่อนิดพอดี

#9 By hasana on 2007-02-14 12:40

สุขสันต์วันวาเลนไทน์ ขอให้รักกันกระจาย
สบายกายกันทุกคู่ นะจ๊ะ
สำหรับคนที่ไม่มีคู่ แล้ววันนี้คุณได้ ? รัก ?
จากใครแล้วหรือยัง ถ้ายังคนๆนี้มีให้นะจ๊ะ
ชอบที่เขียน เขียน

ชอบหนังเรื่องนี้

คิดถึงวัยเรียน...

แต่เกลียดระบบการศึกษาแบบนี้มากกก

อืม รู้ว่าไม่มีที่เล่นเน็ตเป็นหลักแหล่ง แต่เห็นเขียนมาอัพบล็อกอย่างนี้ก็ดีใจแล้วจ้า

เขียนสบายดีนะ คิดถึงโตยเน่อ

ป.ล.1 วันอาทิตย์ที่ 25 อย่าลืมมางานแต่งพี่ตู่ ยังไงจะโทรบอกรายละเอียดอีกทีจ้า

ป.ล.2 พี่จ๋อยกะลังสนใจ โอลิมปัส sp 510 uz อยู่อ่ะเขียน เขียนว่าโอมั้ย?

#11 By jOylUckClUb on 2007-02-14 13:33

/me วิ่งเอาหัวใจมาโปรย

__000000000000____0000000___
_00000000000000__0000000000_
_00000000000000_00000000000_
__0000000000000000000000000_
____000000000000000000000___
______00000000000000000_____
________0000000000000_______
__________000000000_________
____________000000__________
_____________0000___________
______________00____________
___Happy Valentine's day____

ยังไม่มีโอกาสได้ดูเลยค่ะ สงสัยต้องรอแผ่น อยากดูไม่ได้ดู เศร้า

#12 By ๛Girl In Game๛ on 2007-02-15 00:28

ยังไม่ได้ดูเลยยยยย
แต่อ่านที่บูม และ พี่เขียน เขียน แล้วยิ่งทำให้อยากดูมั่กๆ (เคยมีคนบ่นว่าเวลาเขียนชื่อพี่เขียน กับคำว่า เขียน แล้วต้องเว้นวรรคเวลาเขียนมั้ยคะ อิอิ)
แถมก่อนหน้า ยังมีคนบอกว่า ถ้าอยากดูวิธีการทำสารคดีให้เป็นภาพยนตร์ (ที่ดี) ต้องไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ยิ่งน่าสนใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
เฮ้อ แต่ก็หาเวลาไม่ได้ซักทีเลยหง่ะ

ป.ล.จริงๆ ชีวิตตอนนี้คงไม่ต่างจากชะตากรรมของเด็กในหนังสักเท่าไหร่มั้ง แต่ของหนูเป็นภาควัยดึก อุอุ

#13 By นา (125.24.50.241) on 2007-02-15 00:54

ยินดีมากๆเช่นกันนะ ที่ได้รู้จัก
ขอบคุณมิตรภาพดีๆที่มีให้ สุดซึ้งเลยจ๊ะ อิอิอิอิอิ
ขอให้ทุกคืนวันของพี่

เป็นวันแห่งความรัก

มีความสุขมากๆนะคะ

#15 By แสงแดด on 2007-02-15 02:19

อยากเม้นท์ยาวๆ แต่ว่าเรียบเรียงไม่ถูก
แปะไว้ก่อน เดี๋ยวเข้ามาเขียนใหม่หลังจากตั้งหลัก

....

#17 By เขียนเอง on 2007-02-19 22:37

เขียน...วันก่อนฉันค้นจดหมายที่ฉันถ่ายเอกสารก่อนส่งไปให้คนอื่น ๆ แต่ไม่เจอจดหมาย ดันไปเจอชีทที่ได้จากพี่รหัส สมุดเมเจอร์ สูจิบัติงานเมเจอร์ สมุดดำ(แมสคอม) เลคเชอร์วิชาที่เข้าเรียนบ่อย ซีร็อกซ์วิชาที่ไม่ค่อยเข้าเรียน รูปถ่ายชื้นน้ำ และฟิล์มรูปถ่ายบนแฟลตคลองเตยคืนสุดท้าย


แล้วซีร็อกส์จดหมายที่ฉันหาล่ะ หายไปไหน

#18 By no one on 2007-02-20 02:04

โอ้.. อีนี่ฉานก็ไม่รู้นะนายนะ...
เอาน่า เจอความทรงจำสีจางๆ ก็ยังดีเนอะ..

#19 By (58.64.91.206) on 2007-02-20 22:43

อยากดู
อยากย้อนอดีต
ช่วงเวลานั้นมันสนุกมากจริงๆ
ทำอะไรก็สุดเหวี่ยง เที่ยวกระจุย
ขี้เกียจเรียนกระจาย
อิอิ
............
ขอให้พี่เขียนมีความสุขกับความรัก
และทุกๆวันของชีวิตนะคะ

#20 By @ I'm a Box @ on 2007-02-21 07:20

ไม่ได้ไปดูเลยค่ะ
อยากดูอยู่เหมือนกัน


ดูสมเด็จพระนเรศวรมหาราชรึยังพี่เขียน
อุ๋ยไม่ชอบหนังสงคราม
แค่ดูแล้วก็ชอบ
อิอิ

#21 By auy (124.120.24.6) on 2007-02-22 23:16

อ่านแล้วโดนอย่างแรงเลยพี่เขียน

ไอ้ที่เราเคยเรียนในห้องเรียน
ถ้าไม่ได้เอามาใช้จริง มันก็ไม่มีประโยชน์เนอะ

ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้เลย ที่จริงก็ไม่ได้ดูหนังในโรงหนังมานานมากแล้วล่ะ
(เรื่องล่าสุดที่ดูคือ นางมารสวมปราด้า)

anyway
พี่เขียนสบายดีไหม?

#22 By iammonkey (222.123.128.13) on 2007-03-03 14:04


คิดถึงพี่นะ

พี่จะรู้บ้างไหม?
ว่าตอนนี้อ้อน้อยนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเก่าของพี่
อะไรๆ บนโต๊ะ มันต่างอยู่ที่เดิม
ต้าเจียห่าวก็ยังอยู่
หัวใจเราก็ยังอยู่


#23 By อ้อน้อย (202.142.193.15) on 2007-03-03 17:34

ไม่ได้อ่านบล็อกของพี่นานแล้ว
ที่คลิกเข้ามาอ่านวันนี้ก็เพราะ "คิดถึง"

เสียดายที่สมัยนุ่นอยู่ปีหนึ่ง
ไม่ได้ไปขอลายเซ็นต์สมุดดำกับพี่เขียน
ไม่งั้นเราคงมี "ประสบการณ์ร่วมกัน" มากกว่านี้
แต่แค่นี้ก็มี "ความทรงจำดีดี" ไว้ให้คิดถึงกันละเนาะ


คิดถึงนะพี่...คิดถึง

#24 By happyteddy (202.142.193.15) on 2007-03-07 19:12

หายไปเลยพี่เขียน
งานเยอะซะมั้งเนี่ย

หวังว่ายังสบายดีนะครับ

#25 By ยีน (161.200.255.162) on 2007-03-20 14:24

อืมมมม
ความรู้คือประสบการณ์

#26 By eek (58.64.26.133) on 2007-03-20 17:31

มีคนฝากคิดถึง ไปเจอพี่มิคมา เขาชมคุณเขียนตลอดทางเลย ชมว่าเป็นคนดีที่น่าทึ่ง

#27 By YUI (203.209.26.10) on 2007-03-25 15:32

หวัดดีค่ะพี่เขียน เอฟเอง พอดีเห็นลิงค์จากบล็อกของรุ่นน้องที่พันทิพเลยตามมาเยี่ยมพี่เขียนค่ะ

ยังไม่ได้อ่านทั้งหมด แต่รูดลงมาเจอภาพหอสมุดกลาง ..... ..... คิดถึงมหาลัยมากๆ เลยพี่เขียน อยากกลับไปมากๆ ปีนี้ตั้งใจกลับไปฉลอง 10 ปีรุ่น ยังไม่รู้จะทำได้รึเปล่า

วันหลังจะมาป่วนใหม่นะคะ

#28 By เอฟ'40 (203.155.167.103) on 2007-03-26 18:16

#29 By (125.24.158.35) on 2007-03-29 13:42

คุณโบนนิ่งบอกว่า "ความรู้คู่ปัญญา เมก้าเคล้เว่อ"

#30 By getterTu (124.120.182.197) on 2007-04-21 12:44

พี่เขียน หวัดดี จำออยได้ป่าว
หนังสือที่เราทำเจ๊งแล้วนะ เหอๆ

#31 By ออย (58.9.194.48) on 2007-04-25 16:31

#32 By นิ้ง (61.19.65.134) on 2007-06-25 21:31

แนทอ่ะอยากได้เมลืเปอร์อ่ะอยากคุยด้วยมากๆๆเลยอ่ะ
ชอบเปอร์มากเลย

#33 By แนท (202.143.152.90 /192.168.0.62) on 2007-07-02 15:30

แนทอ่ะอยากได้เมลืเปอร์อ่ะอยากคุยด้วยมากๆๆเลยอ่ะ
ชอบเปอร์มากเลย

#34 By แนท (202.143.152.90 /192.168.0.62) on 2007-07-02 15:30

แนทอ่ะอยากได้เมลืเปอร์อ่ะอยากคุยด้วยมากๆๆเลยอ่ะ
ชอบเปอร์มากเลย

#35 By แนท (202.143.152.90 /192.168.0.62) on 2007-07-02 15:30

สมัยผมเด็กๆผมรู้สึกสนุกกว่าตอนเป็นผู้ใหญ่[/url]

#36 By วันซารอฟีย์ (125.24.55.101) on 2007-07-17 15:15