บุญรักษา
posted on 12 Dec 2006 23:24 by kiennews
พ่อเรา...ดอยที่คุณก็รู้ว่า..ที่ไหน6-11-2549
...
..
กลับไปบ้านมา..เมื่อวันศุกร์ มีข่าวสองข่าวจากทางบ้าน ที่ทำเอาใจคอไม่ดี
ข่าวนึงก็คือ การจากไปของลุงหมาย เพื่อนสนิทของพ่อคนหนึ่ง ที่ชอบแวะเวียนมาเทียวหา มาจิบน้ำชา อ่านหนังสือพิมพ์ยามบ่าย คุยสารทุกข์สุกดิบ ว่างบางทีอาจมีผลัดกันส่องลายมือกันดู หรือบ้างก็หยิบพระมาส่องดู
ว่ากันว่าคนเราพออายุเพิ่มขึ้น มีครอบครัวกันไป เพื่อนก็เริ่มแยกย้ายห่างหายไป ที่จะเหลือเวลามาแวะทักทายกันบ่อยๆ ทั้งที่ไม่ใช่คนระแวกบ้าน ก็นับได้น้อยเต็มที พออายุเยอะขึ้น ก็ทยอยจากไปทีละคนสองคน นึกแล้วก็ใจหาย
ถ้าป่วยตายก็อย่าง แต่นี่ ลุงหมาย แกจากไปจากอุบัติเหตุ คือมีรถยนต์มาชนแกตอนขี่รกจักรยานยนต์ และก็ลากเอาตัวแกไปด้วย เข้าใจว่าลุงคงจะเสียชีวิตทันที
พ่อเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆให้นึกเห็นใจลุงหมาย ซึ่งมีรายได้เล็กน้อยจากการไปร้องเพลงให้ที่ล๊อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ จากที่เคยเป็นหมอดูลายมืออยู่ก่อน แล้วเผอิญมีคนมาได้ยินแกร้องเพลงเพราะดี
ลุงหมายไม่มีลูก แต่มีเมีย.. "ป้า.. "ซึ่งเราก็ไม่เคยเจอเพราะแกไม่เคยพามา เรารู้จากพ่อว่าป้า.. แฟนลุงหมายนั้นสายตาไม่ดีถึงขั้นเกือบบอด.. ลุงหมายไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่ แต่แกก็ไม่ขอใครเหมือนกัน ที่มาคุยกับพ่อนี่ก็คบกันด้วยเพราะถูกคอกันเท่านั้น หาได้มีผลประโยชน์อะไรอยู่เบื้องหลังลุงหมายก็ได้อาศัยมาแวะนั่งพักอ่านหนังสือพิมพ์ กินชาจีนที่บ้านเรา ก่อนจะไปทำงาน(ร้องเพลง)ตอนเย็นเท่านั้น
อปา(อีกสรรพนามของพ่อผม)บอกว่าป้า-แฟนลุงหมายเป็นคนดีมาก มีศีลมีธรรม เธอตาเกือบบอดสนิท แต่ก็ไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญใส่บาตร ตามอัตภาพทุกวัน ครั้งหนึ่งอปายังเคยเอาเงินไปให้ป้า..เขาใช้ เป็นการทำบุญวันเกิด พ่อบอกป้าว่า ผมขอทำบุญกับป้าก็แล้วกันนะ ป้าจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่ เพราะอปาว่า ป้าเป็นคนมีศีล ทำบุญกับป้าก็ได้เหมือนกัน
อปาเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งลุงหมาย เคยถูกรถชนหนักๆ มาทีหนึ่ง แล้วลุงรู้สึกตัวว่ากระเด็นมาอีกฝั่งถนน แต่พอลุกขึ้นมา กลับเห็นร่างตัวเอง..นอนกองอยู่ที่พื้น เขาก็งงๆ ตกใจ แต่ใจตอนนั้นเขานึกเป็นห่วงไปถึงเมีย.. ที่ตาเกือบบอด จะไม่มีคนดูแล.. นึกได้..ก็ได้สติมาอยู่ในร่าง ก็เป็นเรื่องที่แปลกดี
แต่ครั้งนี้ ป้า..เสียไปก่อนหน้าแล้วสักสองปี อย่างน้อยลุงหมายคงไม่ต้องกังวลต่อไปอีก
เรื่องนี้เป็นเรื่องเศร้า แต่เอาเข้าจริง ผมก็ไม่ได้มีจิตผูกผันกับลุงจนถึงกับ กระทบกระเทือนใจอะไรมาก.. จึงพอจะปลดปลงไม่ยากนัก..
จากเรื่องลุงหมาย อีกข่าวหนึ่งใกล้ขยับชิดตัวผมเข้ามา คืออปา เข้าโรงพยาบาล..อีกหน(แต่อปาก็ไม่ได้เข้ามาเป็นปีแล้ว) เพราะหายใจไม่ทันอาจด้วยหลอดลมมันตีบเข้า เข้าใจว่าน่าจะเพราะเชื้อหวัด..ด้วย
พ่อเข้าไปเย็นวันศุกร์ และผมก็กลับถึงบ้านวันศุกร์ตอนตี2 ของวันเสาร์ ก็เลยงงๆวันเสาร์เช้าก็ต้องไปถ่ายงานแต่งงานถึงเที่ยง และยังมีงานเย็นต่อตอนห้าโมงอีก ดีว่างวดนี้ผมทำใจได้ดี เลยไม่มีผลอะไรกับการที่ต้องยิ้มแย้มถ่ายรูปงานมงคลทั้งวัน ทั้งที่ใจก็อยากไปเยี่ยมอปาและอยากไปงานศพของลุงหมายด้วย (งานนี้อปาก็เลยไม่ได้ไป ได้แต่ฝากพี่ชาย กับแม่ เอาเงินไปช่วยทำบุญแทน)
ทางออกที่นึกได้ของผมคือตอนเที่ยงผมแว๊บไป ตลาดไปซื้อปลาดุกปลาช่อนมาปล่อย ไปร่วมๆ สองกะละมังขนใส่ถุง เกี่ยวแฮนน์รถเวสป้าไป เลยต้องทะยอยขนไปสามรอบถึงจะหมด.. สงสารปลาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ไปปล่อยไกลตลาดนัก
ปล่อยเสร็จแต่ละรอบปั๊บก็ตั้งจิตอธิฐานเลย... ขออุทิศส่วนบุญกุศลนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่ได้มาเบียดเบียดในร่างกายในระบบทางเดินหายใจของอปา เมื่อท่านได้รับผลบุญนี้แล้วก็ขอให้ได้อนุโมทนาเองเถิด และขอให้อย่าได้เบียดเบียนอปา ออกจากร่างกายของอปาด้วยเถิด อุทิศให้เทวดาที่ปกปักษ์คุ้มครองอปาด้วย
ก็ตั้งใจไปอย่างนี้.. แล้วไปเยี่ยมอปาก็บอกอปาว่าทำบุญให้แล้ว อปาจะได้อนุโมทนาด้วย
ก็เนื่องด้วยตอนที่นั่งรถกลับมาบ้าน ได้นั่งฟังรายการวิทยุเกี่ยวกับธรรมะที่โหลดมา อาจารย์ท่านพูดเรื่องการทำบุญอุทิศให้คนป่วยพอดี ท่านว่าการทำทานชีวิตสัตว์จะได้ผลดีแก่คนป่วยมาก เพราะเป็นคู่กรรมตรงข้าม ทีนี้จะไปไถ่โคกระบือ ก็จะเกินกำลังไป การปล่อยปลาจากตลาดที่เขาเตรียมจะฆ่าก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี โดยเฉพาะ อาจารย์แนะนำว่าปล่อยปลาดุกปลาช่อนนี้ดี.. เพราะพวกนี้ตายเยอะ กว่าปลาไหล(ที่คนเชื่อตามชื่อมัน ว่าปล่อยแล้วดี) แล้วปลาพวกนี้มันอึด..มันดิ้นมาก กว่าจะตายมันทรมาณมากด้วย อืม..ก็พิจารณาเอาก็จริงนะ
ไม่น่าเชื่อ ไม่รู้มันเกี่ยวไม่เกี่ยวเราไม่รู้ (แต่เราก็เชื่อนะ ว่าเป็นไปได้) แต่วันถัดมา วันอาทิตย์ หมอก็ถอดท่อช่วยหายใจที่ยัดเข้าไปในคอพ่อออกมา เหลือแต่สายอ๊อกซิเจนเพิ่มให้ที่จมูกปกติ (การยัดท่อไปทางหลอดลม และแหย่สายดูดเสมหะ ไปทางขั้วปอดจากรูจมูกนั้นเจ็บ และระคายเคืองมาก) ตอนปล่อยปลาเราอธิฐานขอว่าหากอปายังมีบุญดีขึ้นได้ ก็ขอให้ดีขึ้นในสามวันเจ็ดวัน ตอนนี้วันอังคารแล้ว อปายังพักฟื้นอยู่ ที่โรงพยาบาล (อปาบอกว่าถ้าออกไปช่วงนี้กลัวถ้าไม่ดีขึ้นมาแล้วเดี๋ยวแม่จะแบกพ่อไม่ไหว เพราะวันที่อปาเข้ารพ.พี่ชายกลับมาช่วง ศุกร์- อาทิตย์พอดี พี่เป็นคนแบกพ่อไปที่รถและขับไปส่งรพ.)
ข่าวสองข่าวนี้.. เป็นข่าวไม่ดีแก่หัวใจ แต่ว่าในเมื่อมันต้องเกิดขึ้น และคงไม่มีอะไรไปห้ามได้ ถ้ามันจะต้องเกิด ในอีกทางหนึ่งก็ดีใจว่าอาจเป็นโอกาสที่จะได้ให้พ่อ แม่ได้สนใจ ธรรมะ ได้โอกาสทำบุญมากขึ้น ก่อนกลับกทม.เลยพาแม่ไปเลือกของทำสังฆทานชุดใหญ่ พี่ชายปกติไม่ค่อยได้ทำ ก็ฝากเงินมาทำด้วย
ขอพูดถึงสังฆทานนิดหน่อยเพื่อให้แก่คนที่ไม่รู้ ว่าเวลาจะไปถวายนั้นไม่ควรลืมที่จะแจ้งพระ ให้ทราบก่อนว่าขอถวายปัจจัยนี้เป็นสังฆทาน เพราะไม่งั้นท่านอาจเข้าใจว่าเป็นไทยทาน คือให้เฉพาะองค์ไป จะกลายเป็นผิดความตั้งใจได้
ในเมื่อเราตั้งใจทำเพื่ออุทิศ ก็ควรทำให้ได้ผลสมแก่ที่ตั้งใจอะนะ แล้วเวลากรวดน้ำกรวดให้เสร็จ(น้ำหมด)พอดีในช่วงที่พระท่านสวดจบบท ยะถา พอสัพพี" ขึ้นก็ให้พนมมือรับพรได้เลย (คนโบราณเขาจะจำง่ายๆ ว่า ยะถาให้ผี สัพพีให้คน)
ตอนกรวดน้ำถ้าเขามีโถกรวดอันเล็กๆนั้น ก็ไม่ควรเอานิ้วไปแตะให้น้ำมันไหลผ่านนิ้วเราลงไป เพราะจะกลายเป็นน้ำล้างนิ้วเราไปซะ อันนี้ท่านว่าไม่ต้องเอานิ้วรองนะ..
ไม่รู้วันนี้จะเครียดกันเกินไปไหม.. หรือจะมีคนทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้ไหม
ก่อนกลับมาเมืองกรุง กอดให้กำลังใจแม่ไปทีหนึ่ง (แถมด้วยเอามือตบหลังเบาๆ..อีกหน่อย)
แล้วแม่ก็เล่าข่าวสุดท้ายให้เรากับพี่ฟังว่า วันก่อนคนส่งหนังสือพิมพ์ขาประจำมาไม่เจออปา.. ก็เลยถามแม่.. ว่าอปาอยู่ไหน
แม่ว่าอปาอยู่ โรงพยาบาล เขาก็ถามว่าห้องไหน
รู้มั้ยแม่ผมตอบว่าไง..
อ๋อ.. ตอนนี้อยู่ ห้อง ไอ ..เลิฟ .. ยู
......
คู่กัน....
edit @ 2006/12/12 23:26:17
edit @ 2006/12/12 23:28:10
edit @ 2006/12/14 01:50:43

จากเด็ก ป.5 โรงเรียนบ้านเเพง
เป็นกำลังใจให้อีกคนครับผม
#1 By * ~ หัวใจเดินทาง ~ * on 2006-12-13 00:25