ความเพียงพอของ "บ้านใหม่" ชุมชนใหม่
posted on 26 Sep 2006 06:22 by kiennews
ระหว่างทาง บ้านใหม่ โคราช 2549
เดือนก่อน ได้ไปเรียนรู้การจัดการชุมชนจากหมู่บ้าน กับวิทยาลัยจัดการสังคม(วจส.)
เราไปกันที่ ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา จากการฟังข้อมูล การจัดการชุมชน จากกลุ่มผู้นำหมู่บ้านแล้ว
เราจึงได้เห็นภาพชุมชน ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง ที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก
การทำการเกษตรที่ผ่านมา เราใช้สารเคมีกันอย่างมาก สุขภาพก็มีปัญหา สิ่งแวดล้อมก็เลวร้าย จุดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้หันกลับมาทำเกษตรอินทรีย์
เมื่อก่อนใช้เงินซื้อปุ๋ยเป็นหมื่น พอทำใช้เอง เหลือสองสามพัน เราไม่ต้องซื้อหาผักกิน เพราะมีผักสวนครัวในบ้านที่สะอาดปลอดภัยเราก็แข็งแรงและประหยัด อยู่ได้ เกิดความพอเพียง ที่เกิดจากการทำพออยู่ ไม่เกินตัวตามศักยภาพ ตามทุน ปัญญาที่มี
เราเชื่อว่า เราต้องทำให้ดู อยู่ให้เห็น เป็นตัวอย่าง
จากคำบอกเล่าที่เราได้ยิน คงพอจะแสดงถึงจุดยืนของชุมชนนี้ในปัจจุบันได้บ้าง
น่ากินเปล่า..ล่ะ อันนี้กินเสร็จก็ง่วงเลย..ฟังอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว
ใครที่อยากไปเยี่ยมชมในหมู่บ้านนี้ก็สามารถอยู่อาศัย กินนอนร่วมกันกับชาวบ้านได้ มีบางบ้านที่เริ่มทำเป็นโฮมสเตย์ด้วย ค่าที่พักสักคนละร้อยน่าจะได้
ส่วนจะช่วยค่าอาหารเขา มื้อละ 50 บาทก็น่าจะกำลังดี กินกันเต็มที่เลยล่ะ เท่าที่อยู่มาคืนหนึ่งนี่ อิ่มท้อง นอนสบายมาก ทำเอาเราติดใจ...เสื่อทำมือที่ใช้นอน เลยหาซื้อกลับมาใช้ที่ห้องด้วยผืนหนึ่ง)
แต่ละหมู่บ้านมีกิจการน่าไปเที่ยวชมอยู่หลายหลาก ตั้งแต่การเพาะเฟื่องฟ้า - รูปหล่อหินทราย - ข้าวตังหน้าหมูหยอง - ตลาดชุมชน -ผักหวานป่า ฯลฯ
ถ้าอยู่ในเมืองสูดควันพิษนาน ๆ ออกไปเปลี่ยนอากาศหายใจที่นี่บ้างก็ดีนะ..
เห็นแล้วสดใสดีนะ..
---
หินทรายหลายแบบ.. ถูกไม่น่าเชื่อ แต่ก็หนักไม่น่าหิ้วด้วย
---
ยังไม่ได้ทาไข่ ใส่หมูหยองนะ
----
อันนี้ผัก...หวานนน ( ไหงมันคล้ายใบไม้อย่างนี้นะ)
---
นี่ลูกสาวชาวบ้าน ...ไกด์ จำเป็นคราวนี้
---
อ่า..นี่ก็ลูกสาวชาวบ้าน.. น่ารัก..เลยลงเพิ่มปิดท้ายแล้วกันน้า
ปล . สนใจเรียนรู้ภูมิปัญญาชุมชนแบบนี้ลองแวะไป www.Thaiknowledge.orgนะเป็นเว็บของวจส.เค้าล่ะ)
edit @ 2006/09/26 06:47:36
edit @ 2006/09/26 06:54:01
edit @ 22 Jul 2009 02:23:56 by เขียนเอง

ทำให้รู้สึกว่า บางที คนเราก็ใช้ชีวิตไปตามกระแสของเงินตรา จนลืมอะไรง่ายๆ ไป
ชาวนา ชาวสวน อยากมีโทรทัศน์สักเครื่อง มอเตอร์ไซค์สักคัน ปลูกผัก ปลูกข้าวกินเอง นานสิบปีก็คงไม่ได้ตัวเงินกลับมา
เกษตรกรไทยหันเหจากการเพาะปลูกเพื่อยังชีพ เหลือแล้วจึงขาย ไปเป็นแรงงานในระบบเกษตรเชิงเดี่ยว
เดี๋ยวนี้ เราอาจไม่กล้าวักน้ำเหมืองใสเย็นที่ไหลผ่านท้ายสวน ขึ้นมาปะพรมหน้าชื้นเหงื่อแล้ว เพราะกลัวยาฆ่าแมลง
ผักที่ปลูกก็มีชนิดเดียว อยากกินผักจิ้มน้ำพริกยังต้องออกไปซื้อตามตลาด ทั้งที่เมื่อก่อนเดินไปหลังบ้านก็ได้ยอดกระถินอวบๆ เต็มกำมือ
การเกษตรเพื่อการค้ามันน่ากลัวตรงที่ นาของเราเอง สวนของเราเองแท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกสัมผัสกับความเป็นเจ้าของนั้นเลย
บางคนป่วย แต่ต้องไปเก็บข้าวโพดฝักอ่อน เพื่อส่งพ่อค้า ในขนาดที่จะได้ราคาดีที่สุด ต้องตื่นเช้า ฝ่าสายหมอกหนาวเหน็บ จับไข้ และปลิดฝักข้าวโพดไปพร้อมกับน้ำตาร่วงปนอยู่กับหยาดน้ำค้าง
การเรียนรู้ชีวิตด้วยน้ำตานี่แหละ ทำให้คนเหล่านี้หวนกลับมาสู่วิถีชีวิตที่พอเพียง และยั่งยืน อีกครั้ง
ไม่ต้องมีเงินมากมาย ไว้ซื้อความสะดวกสบายแบบคนในเมือง ความสุขก็ชุ่มฉ่ำอยู่ในหัวใจเหมือนผืนดินอุ้มน้ำหลังฝนซา
ว้ากกก อินไปหน่อย มาเขียนบล็อกในบล็อกเขียนซะแล้วเรา ---
#1 By เหมียวเหมียว on 2006-09-26 07:05