อยุธยา..น่าไป
posted on 17 Jul 2006 03:25 by kiennews
"มะตูมน้อย "อยุธยา_ก.ค.๔๙
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีธุระได้ไปเที่ยวอยุธยาแบบไปเช้าเย็นกลับ ด้วยรถไฟค่าตั๋วไป-กลับเท่ากัน คือยี่สิบบาทเท่านั้น
ที่มีธุระก็คือต้องไปดูที่ที่จะใช้ถ่ายแบบในสัปดาห์หน้า แต่นอกนั้นก็พยายามทำใจสบาย ๆ ถือว่าพาหัวใจเอกขเนกไปเที่ยวท่องนอกเมือง เสียแต่ว่าไม่คุ้นกับการตื่นเช้า เลยเพลีย ๆ ง่วง ๆ ชอบกล
อยุธยาในความรู้สึกของผม นอกจากจะมีภาพของเมืองเก่าและโบราณสถานแล้ว ก็เป็นเพียงทางผ่านของรถทัวร์เชียงใหม่-กรุงเทพ ที่เหมือนจุดบอกเวลาว่า อีกสักชั่วโมงเราจะถึงปลายทางแล้ว เห็นเขาว่ากันว่าพระราชวังบางปะอินที่นี่สวยมาก สวยอย่างไรผมก็ยังไม่เคยไป อยุธยาก็เลยไม่เป็นที่จดจำสำหรับผมเท่าใดนัก
แล้วเช้าวันอาทิตย์ผมและรุ่นน้องช่างภาพกับกองบรรณาธิการรวมสามชีวิต ก็นั่งรถไฟขบวน 111 จากสถานีรถไฟสามเสน ไปยังปลายทางอยุธยา แต่รถไฟขบวนนี้จะไปต่อจนสุดที่สถานี เด่นชัย จ.แพร่ จากที่ตรวจเช็คข้อมูล เราสามารถไปอยุธยาทางรถไฟได้แทบจะทุกครึ่งชั่วโมง จะตื่นเช้าหรือสายหน่อยก็ไม่เป็นปัญหา
อยู่บนรถไฟก็พยายามดูมุมถ่ายรูปอยู่หรอก แต่ทำไปได้ไม่นานก็งีบหลับกันหมด ขอโทษทีไม่คุ้นอากาศตอนเจ็ด-แปดโมงเช้าเอาเสียเลย
งีบยังไม่ทันหายอยาก รถไฟก็มาถึงบางปะอินแล้ว เสียงจากลำโพงของสถานีทำเอาตกใจ อีกสถานีเดียวก็จะถึงอยุธยาแล้ว ถ้าใครยังไม่ได้สติตอนนี้น่ากลัวจะหลับเลยอยุธยาแน่
ลงรถก็มีลุงป้าน้าอามาถามไถ่ ว่าอยากไปที่ไหนจะได้ไปส่ง เหมือนตามขนส่งหลาย ๆ แห่ง แต่เรารู้สึกว่าคนที่นี่ก็ดี คือไม่ได้ตื้อ หรือรุกเร้าอะไรเรามากนัก
เราจัดการกดเก็บมุมต่างที่น่าสนใจบริเวณชานชาลาลงในกล้อง มุมที่คิดว่าวันจริงที่มาถ่ายแบบน่าจะใช้ได้
การไปเที่ยวที่รู้สึกว่าทำงานไปด้วยนี่ ยากที่จะทำใจให้สบายได้เหมือนมาเที่ยวเองจริง ๆ คงเพราะความคิดในงานยังคงเกาะกุมจิตใจ หากว่าทำใจให้ออกเที่ยวไปได้ด้วยคงจะดี
พอเดินออกไปข้างหน้า เห็นรถยนต์สามล้อเล็กน่ารักหลากสีจอดเรียงกันหน้าสถานี คล้ายกับที่เคยเห็นที่พิษณุโลก ดูแล้วก็เพลินดีเหมือนกัน
เราไม่รู้จะไปไหนต่อกันดี เพราะไม่ได้ทำการบ้านมาเท่าไหร่ ก็คิดเอาเดี๋ยวนั้น น้องที่มาด้วยบอกว่าเคยมาบ้างเลยแนะนำให้ลองไปดูวัดเก่า และไปหาก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยากินกัน ตอนนี้ท้องร้องบอกเห็นด้วยทันที
เราไม่อยากไปกับสามล้อเพราะต้องเหมาทั้งคัน กลัวจะแพง ก็เลยขึ้นรถสองแถวที่วนมาส่งคนถึงที่หน้าสถานีรถไฟพอดี ดูรถแล้วก็นึกไปถึงรถสี่ล้อแดง ที่เชียงใหม่ผิดแต่ดูโปร่งกว่า และวิ่งเป็นเส้นทางแน่นอน คือวนรอบเมืองคล้าย ๆ กับรถเมล์ ค่าโดยสาร 7 บาทตลอดสาย (เอ..เชียงใหม่บ้านเราน่าจะทำอย่างนี้บ้างนะ ดูเป็นระบบและคล่องตัวดี)
ระหว่างนั่งรถแบบคนไม่รู้เส้นทาง ก็อาศัยถามลุง ๆ น้า ๆ ผู้ร่วมทางบนรถ จึงเอาตัวรอดหาที่ลงได้
ลงมาก็เจอร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่น้องช่างภาพบอกว่าเคยมากินพอดี ราคาก๋วยเตี๋ยวเริ่มต้นที่ 10 บาท ชามจุ๋มจิ๋มน่ารัก สำหรับสาว ๆ สองถ้วยก็พออิ่ม แต่สำหรับชูชกอย่างผม เห็นผอม ๆ อย่างนี้ ต้องกินชาม 15 บาท ไปสองชามและชาม 10 บาท อีกหนึ่ง จึงจะอิ่ม.. (โอย..อิ่มมากกกก..)
ระหว่างมื้อ มีคนมาขายโรตีสายไหมชุดละยี่สิบ ก็ซื้อกินกันสนุก ๆ แผ่นแป้งห่อลอกออกมานับได้แค่สี่ชุดเท่านั้น จะว่าน้อยไปก็ไม่ใช่ เพราะของที่นี่แผ่นแป้งดูหนานุ่มกว่าที่เคยกินมาก เป็นแป้งสดที่ยังออกชื้น ๆอยู่ ก็เป็นของหวานล้างปากกันไป
ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งนี้เอง ผมเหลือบไปเห็นหนูน้อยอนงค์หนึ่ง นอนแช่น้ำในกะละมังเล่นอย่างเย็นใจ แอบมองอยู่นานจนทนไม่ไหว ขอ..ทำตัวเป็นสปาเก็ตตี๊ เอ้ย..สะปาราสซี่ อืม..ปาป้ารัสซี่แล้วกัน
แอบถ่ายจนเธอรู้ตัว อ๊ะแน่... ว่าไงจ๊ะ หนูน้อย เย็นสบายดีมั้ยค้า... ผมเริ่มตอแหลหลอกเด็กไปตามเรื่อง ใจก็ยังคงอยู่กับการเก็บภาพระทึกของเธอต่อไป เธอเริ่มบิดตัวไปมาแก้เก้อ.. หยิบนั่นหยิบนี่มาใส่ปาก ไม่รู้ว่าเขินหรือหิวกันแน่ เธอยังไม่ตอบอะไรใด ๆ แต่มีเสียงมาจากข้างหลัง เอ้า...มองกล้องยิ้มให้เขาหน่อยลูก นั่น...เสียงมาจากคุณแม่ที่ยืนผัดข้าวอยู่ในบ้านนั่นเอง
หลายครั้งที่เวลาผมได้ถ่ายรูปเด็กแปลกหน้า พ่อแม่หรือญาติ ๆ มักจะพยายามพูดกำชับราวกับว่า สามารถบังคับให้หนูน้อยยิ้มแบบสั่งได้ เสร็จแล้วผมก็จะได้รูปตุ๊กตาแยกเขี้ยวยิงฟันจนตาหยีมาหนึ่งใบ ซ้ำร้ายถ้าลูกไม่ยิ้ม พ่อแม่กลัวหน้าแตกอย่างไรไม่ทราบ บางรายถึงกับบังคับจับหน้าลูกหันหน้าสู้กล้อง สั่งไปสั่งมาจนลูกร้องให้ไปเลยก็มี.. เฮ้อ
ผมไม่อยากได้รูปตุ๊กตาอย่างนั้น แต่มันก็ไม่ได้ง่าย เราต่างต้องมีเวลาทำความรู้จักกัน และผมคิดว่า เวลามีเสมอถ้าเราต้องการรู้จักกันจริง ๆ
ผมนั่งคุยเล่นกับเธออยู่นาน นอกจากถ่ายภาพแล้ว การได้อยู่กับสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์อย่างเด็ก หมาหรือแมว มันเหมือนเราได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไป และดูดซับความรู้สึกบางอย่างเข้ามา อาจจะเป็นความบริสุทธิ์อย่างที่เราเคยมีในวัยเยาว์ ห้วงอารมณ์เหล่านั้นที่หล่นหายไปจากชีวิต อันที่จริงมันไม่ได้หายไปไหน เราอาจแค่ลืมมันไปก็เท่านั้น
กับเด็กน้อยหรือสัตว์ต่าง ๆ พวกเขามีแววตาบางอย่างที่ให้ชีวิตชีวากับเรา และทำให้ผมรู้สึกเบิกบานเสมอเมื่อได้เล่นสนุกกับเขา
หลังจากหนูน้อยแต่งตัว ผัดแป้งลงนั่งกินข้าว ผมก็เข้าไปคุยกับเธอใกล้ๆอีกครั้งหนึ่ง หนูชื่ออะไรครับ
ม้..าตู..ม เธอพูดเสียงยานจนผมต้องหันไปหาคำตอบจากแม่เธอแทน
อ๋อ.. มะตูม ชื่อไทยดีจัง ผมนึกไปพลางมองรูปหน้าเด็กน้อยนั้น ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นดวงหน้าที่มีความเป็นไทยดั้งเดิมอย่างไร ก็ไม่ทราบ อธิบายได้ยากเหมือนกัน แต่ผมรู้สึกอย่างนั้น
ก่อนจากผมขอถ่ายรูปครอบครัว พ่อ-แม่-ลูกร้านก๋วยเตี๋ยวเรือจนเสร็จสรรพ เราก็จากลามาด้วยสัญญาว่าจะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับรูปถ่ายของพวกเขา
ไม่รู้ว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ที่ผมสัญญากับผู้คนที่อยู่ในภาพถ่ายของผม ถึงยังทำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ผมก็บอกไปด้วยรู้สึกว่า ท้ายที่สุดแล้วภาพถ่ายก็น่าจะได้กลับไปอยู่กับคนที่เป็นเจ้าของภาพจริง ๆ รูปใบนั้นมันน่าจะมีความหมายกับเขา กับคนที่รักเขาต่อไปไม่น้อยเลย ส่วนผมอาจได้เพียงแค่หยิบยืมความทรงจำจากผู้คนมาก็เท่านั้น แต่ก็เป็นความทรงจำที่ทำให้ภาพหนึ่งใบมีเรื่องเล่าอยู่ในนั้นมากมาย
ท้องอิ่มแล้วเราก็ออกเด%B

#1 By โน้ต on 2006-07-17 04:16