อยู่เย็น เป็นสุข
posted on 13 May 2006 07:10 by kiennews
"เย็นใจ..ในบ้านดิน.." บ้านโจน จันได_เชียงใหม่ 2พ.ค. 49
ช่วงสัปดาห์ก่อนได้กลับขึ้นเชียงใหม่ ไปถ่ายรูปสัมภาษณ์พี่ โจน จันได กับ เต้ย - ภาณุมาศ ทองธนากุล นักเขียนสมทบของนิตยสารเรา ซึ่งเพิ่งได้ร่วมงานกันครั้งแรก
"โจน จันใด" ที่ใครๆรู้จักกันว่าเป็น คนทำ บ้านดิน อย่างจริงจังคนแรกๆ ผ่านทางสื่อต่างๆ ช่วง 3-4 ปีก่อนในรายการ เจาะใจ นิตยสาร สารคดี OPEN ฯลฯ
กว่าเราจะขับรถเข้าไปถึง ก็ได้ลุ้นกับหล่มโคลน และทางลาดชันที่ถูกน้ำเซาะดินจนเป็นร่องลึกคดเคี้ยวไปตามทางเราขับรถด้วยระทึกในดวงหทัยพลัน (กูจะไปรอดไหมนี่..)
ทางรถที่ยังไม่สะดวกนัก ทำให้ธรรมชาติยังคงเป็นธรรมชาติอย่างที่มันควรเป็น
เมื่อไปถึง เราพบศาลาใหญ่ คล้ายเป็นที่ประชุมลูกค่ายเวลาจัดเวิร์คช๊อปกัน สิ่งประทับใจแรกก็คือความเงียบ ไม่เห็นใครเลย มีแต่บ้านดินเรียงตัวกันอยู่ห่างๆ หลายแบบ ทรวดทรง บ้านส่วนใหญ่ไม่มีล็อกประตูกันขโมยแต่อย่างใดแม้ดูแล้วจะเห็นข้าวของเครื่องนอนกองอยู่ก็ตาม (อ่านใจโจร ดูก็คงจะรู้ว่า ไม่มีอะไรให้ขโมยนี่หว่า!)
เต้ยบอกว่าจากที่โทรคุย พี่โจน กลับบ้านที่ยโสธรทั้งครอบครัว และกำลังจะกลับมาที่นี่ในบ่ายนี้ มองไปรอบศาลาที่ทำไว้โปร่ง และแข็งแรงด้วยเสาไม้ยูคาที่พอกดินไว้โคนเสา เพิ่มความมั่นคงแข็งแร็ง มีกล้วยเครือใหญ่ ที่อวบใหญ่น่ากินแขวนอยู่กับขื่อ 3-4เครือ กล้วยถูกตัดมาแบบสุกคาต้น เครือกล้วยขนาดใหญ่มีทั้งลูกที่สุกเหลือง และดิบเขียวไล่กันลงมา น่ากินสุดๆ
" ครอบครัวของเขา "
หลังจากพี่โจน กลับมา ผมไม่รอช้าถามที่มาของกล้วยทันที (กะตลกแดก ซึ่งก็ได้ผล..แหะๆ) กล้วยที่นี่ปลูกเอง เนื่องจากรดน้ำพรวดดินให้ปุ๋ยดี จึงมีผลงามอย่างที่เห็น
แม้เราจะอยู่ที่นี่เพียงช่วงสั้นๆ วันครึ่ง เราก็ยังพอได้สัมผัสความน่ารัก น่าอยู่ของบ้านดิน ที่กลางวันก็ไม่ร้อนมาก กลางคืนก็ไม่หนาวจัด(ถ้าปิดหน้าต่างไว้ จะกักเก็บอุณหภูมิไว้ดีมาก) บ้านหลังที่เรานอนเป็นออฟฟิศที่สร้างโดยน้ำพักน้ำแรงการก่อสร้างและออกแบบฝีมือ นักศึกษาคณะสถาปัตย์ฯมช. ได้ทำไว้ตอนมาเวิร์คช๊อปที่นี่ งานอาจจะไม่เนี๊ยบเท่าไหร่ แต่ออกแบบได้สวย ภายในตัวบ้านมีเล่นระดับด้วย)
พี่โจนบอกว่าที่18 ไร่นี้ มาจากที่ชาวบ้าน 6 โฉนดซึ่งราคารวมยังไม่ถึง5แสนเลย(ราคานี้คงซื้อที่ในกรุงเทพได้ไม่กี่ตารางวา) ซื้อมาตอนนั้นประมาณ3-4ปี แล้ว
บ้านดินของพี่โจน สร้างขึ้นไว้บนจุดสูงสุดของเนินเขา มองจากหน้าบ้านจะเห็นท้องฟ้ากว้าง วิวพระอาทิตย์ตกลับเหลี่ยมเขาสวยงามมาก
............................
เราคุยกันไปเรื่อยๆหลายช่วงเวลา นอกจากเลี้ยงลูก ปลูกผักหญ้าแล้ว เขามีเวลาเหลือพอที่จะทำอะไรได้มากมาย เขาเลือกทำประโยชน์ให้กับสังคม ด้วยการพยายามรวมรวมเม็ดพันธุ์พืช ผัก ไม้ผลที่ใกล้จะสูญพันธ์ในบ้านเรา เพื่อเพาะขยายพันธุ์ ก่อนที่จะถูกยื้อแย่งเอาไปโดยต่างชาติที่พร้อมจะเอากลับมาขายโดยใช้ลิทสิทธิ์พันธุ์พืชเป็นข้ออ้างทำกำไร
ก่อนจากลาเขาบอกกับเราว่านี่เป็นการสัมภาษณ์ที่เขารู้สึกว่าดีมากกว่าทุกครั้ง เท่าที่เคยมีสื่อมาคุยกับเขา (ฟังแล้วก็เคลิ้มไปเหมือนกัน)
นี่เป็นบางส่วนของคำพูดของเขาที่ผมขอถือวิสาสะนำมาบอกต่อกันที่นี่..
ถ้าเรามีตัวอย่างให้คนเห็นมาขึ้นว่า ความรวยไม่ใช่เป้าหมายของชีวิตคนเราได้เลย มันก็จะเป็นกำลังใจให้คนจำนวนมาก ไม่ต้องวิ่งตามกระแสมาก สามารถออกจากกระแสมาอยู่ง่ายๆ อย่างนี้ได้ ชีวิตก็สบายขึ้นง่ายขึ้น
ใครก็มองว่าความจนเป็นสิ่งไม่ดี แต่เราเพิ่งจะใช้คำว่าความจนเมื่อไม่นานมานี้เอง สมัยจอมพลป. สมัยก่อนคนไทยไม่ใช้คำว่าจน เขาใช้คำว่าทุกข์ มัน ทุกข์ คนอีสานเนี่ยไม่มีคำว่าจนเลยแต่ก่อนเนี่ยะเขาใช้คำว่า ทุกข์ การแก้ทุกข์มันคือแสวงหาความสุข แต่พอสมัยจอมพลป. มาเขาบอกทุกคนจน การที่จะทำให้ทุกไม่จนก็คือทำให้ทุกคนรวย แต่การทำให้คนทุกคนรวยเป็นไปไม่ได้ แต่การทำให้คนสุขเป็นไปได้ง่ายกว่า ใครๆก็มีความสุขได้ถ้ารู้จักพอเท่านั้นเอง
คนจนกับคนบริโภคน้อยนี่ต่างกัน คนจนนี่คือคนที่อยากบริโภคมากแต่ไม่มีโอกาสบริโภค คนบริโภคน้อยคือคนบริโภคด้วยความเข้าใจ อาจจะมีเงินเท่ากันหรือมากกว่าหรือไม่มีก็ได้ แต่บริโภคด้วยความเข้าใจ อย่างผมรู้ว่าหน้าผมดำ ผมก็รู้ว่ามันเป็นปกติของผมคือหน้าดำผมไม่จำเป็นต้องไปซื้อครีมทำให้หน้าขาวใช่มั้ย ฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าผมหน้าดำ ทำไมผมต้องไปเปลี่ยนหน้าผม ไม่มีเหตุผลไม่มีความจำเป็นเลย 38 Comments

ช่วงนี้ทำงานหนักเลย เปลี่ยนงานใหม่รายได้ยังน้อยเหมือนเดิม แต่มีเวลาตอนเย็นๆ เอาไว้ทำกับข้าว รดน้ำผัก และเล่นเกมนิดหน่อย ก่อนจะเข้านอนแต่หัวค่ำ
เหมือนเดิมที่คนรอบตัวจะบ่นว่า ทำงานทำไมสัปดาห์ละหกวัน รายได้ยังน้อยกว่าคนอื่นครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังใช้ชีวิตได้ตามใจกว่าคนอื่นเช่นกัน
เพียงพอ พอใจ คงมีแค่นี้ --
แม้ที่นี่จะไม่มีบ้านดินให้อยู่ ท่ามกลางประเทศโคตรจะบริโภคนิยม แต่เราก็ยังอยู่อย่างพอเพียง และมีความสุข ได้ไม่ยากนัก
#1 By เหมียวเหมียว on 2006-05-13 07:41