อปา... เป็นนายแบบให้ผมฝึกมือตั้งแต่ตั้งไข่ถ่ายภาพ จนวันนี้อปาก็ยังยิ้มแฉ่งได้เหมือนเดิม...
ครอบครัวของผม ก็คงเหมือนหลาย ๆ ครอบครัวโดยเฉพาะคนจีน ที่มักจะถือเอาช่วงกินข้าวสนทนาวิสาสะกันฉันพ่อ-ลูก คุยกันได้สารพัด ตั้งแต่เรื่องกับข้าวกับปลากระทั่งลามไปถึงเรื่องการบ้านการเมือง แต่ไม่รู้ผมเกิดมาเป็นมารผจญพ่อผมหรือเปล่า เพราะหลาย ๆ ครั้งเรามักจะต้องโต้คารมกันเพราะความเห็นต่างเสมอ
ถ้ากินข้าวไปดูข่าวโทรทัศน์ไปด้วย ก็ต้องคอยฟังพ่อบ่นว่านักการเมืองคนนี้ชั่วอย่างนั้นเลวอย่างนี้ โดยเฉพาะกับฟากที่พ่อเกลียดเข้าใส้ ขณะที่ผมชิงชังกับอีกฝั่งหนึ่งมากกว่า เรื่องการเมืองยังคงเป็นเรื่องที่สมานฉันท์กันได้ยาก เห็นกันตั้งแต่ในบ้านเลยทีเดียว บางทีความคิดเห็นที่เราคิดแล้วว่าดี ก็เปล่าดายที่จะพูดไป หากเรามีศรัทธาต่างกัน ทางที่ดีที่สุดที่ผมทำได้คือ ฟัง และเงียบ ถ้าการได้ระบายความรู้สึกเป็นความสบายใจของพ่อ ก็ยอม ๆ แกไปบ้างก็ไม่เป็นไรกระมัง
เรื่องที่พ่อเล่าบนโต๊ะกินข้าว ถ้าจะนับ คงเป็นร้อย ๆเรื่อง หลายเรื่องก็วนเล่าซ้ำอยู่บ่อย ๆ แต่คงเพราะสีหน้าแววตาของพ่อที่ดูมีชีวิตชีวาทุกครั้งเมื่อฉายภาพเก่า ๆ ออกมา เห็นแล้วก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย
เรื่องที่พ่อเล่า หากไม่ใช่เรื่องความสุข ก็มักจะเป็นเรื่องทุกข์เศร้าแต่เก่าก่อน หรือเจ็บช้ำน้ำใจกับใครบางคน สงสัยว่าเรื่องที่คนเรามักจะจดจำ ก็มักเกี่ยวโยงอยู่เพียงแค่เรื่องสุข-ทุกข์เท่านั่นกระมัง ยิ่งสุขมาก หรือทุกข์หนัก ๆ ก็จำนาน พอเวลาผ่านไปนานก็อาจตกตะกอนกลายเป็นบทเรียน
ทฤษฎีชีวิตของพ่อนั้น หลายหัวข้อก็น่าสนใจเกินกว่าจะปล่อยเลยไป แม้จะดูซ้ำซาก แต่นั่นก็ทำให้ผมจำได้ขึ้นใจ และนึกขึ้นได้เมื่อถึงคราวต้องใช้มัน
ในบรรดาเรื่องที่พ่อเล่า มีหลายเรื่องไม่เพียงแค่น่าจำ แต่ยังควรนำไปเล่าต่อ
พ่อเป็นช่างเปิดร้านบัดกรีของตัวเองอยู่ในกลางตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุต้น ๆ ยี่สิบ ร้านห้องแถวของพ่อไม่มีชื่อ แต่พ่อก็ฝากฝีมือไว้จนคนรู้จักไม่น้อย พ่อรับจ้างทำรางน้ำ ปล่องดูดควัน เรื่อยไปถึงอะไรก็ได้ที่ทำด้วยแผ่นโลหะต่าง ๆ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง พ่อก็สามารถตัดแต่งแปลงเป็นชิ้นงานให้ลูกค้าได้หมด
จะว่าชีวิตของพ่อเป็นเบ้าหลอมมาจากคนรุ่นปู่ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนทุกหนทางเพื่อให้มีที่อยู่ที่ยืนได้ในสังคมก็ว่าได้
หลังแต่งงานใหม่ ๆ สมัยยังหนุ่ม ๆ พ่อจะชอบเล่นการพนันไม่ว่า ม้า มวย ไพ่ ไก่ชน พ่อเคยผ่านมาหมด เสียเงินกับวงพนันไปรวม ๆ กันคงไม่น้อย
แต่พอมีลูก พ่อก็เริ่มตัดใจจากวงพนันจนได้ ทำได้แค่ไหนไม่รู้ แต่จู่ ๆ วันหนึ่งพ่อก็นึกอยากพาพวกเราไปเที่ยว ตอนนั้นผมกับพี่ยังเล็กเกินกว่าจะจำความได้ พี่ชายผมโตพอช่วยตัวเองได้ ส่วนผมแม่ยังต้องคอยอุ้มกระเตงเหน็บไว้ข้างเอวอยู่อย่างนั้น
พ่อเลือกพาพวกเราไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ (สมัยที่ยังไม่มีหมีแพนด้า) ใช้บริการอันมีเสน่ห์ของรถเมล์ทั้งไป-กลับ ตอนนั้นระบบขนส่งในเชียงใหม่ดูดีกว่าตอนนี้ รถราก็ยังไม่ดูวุ่นวายเท่าไหร่ พาลูก ๆ ดูเก้ง หมี ชะนี กวาง จนหายสงสัย ก่อนกลับพ่อยังชวนแม่แวะกินเกี๊ยวน้ำกันอีกสองชาม จนอิ่มหนำกันทั้งบ้าน
ถึงบ้านพ่อควักเงินในกระเป๋ามานับดู เงินหายไปแค่ 33 บาทเท่านั้น
พ่อว่านึกถึงตอนที่ยังไม่เลิกเล่นไก่ เล่นม้า พ่อเคยสูญเงินไปวันเดียวเป็นร้อยเป็นพันมาแล้ว
เงิน 33 บาทนี้จึงกลายเป็นตัวเลขมหัศจรรย์ที่พ่อไม่มีวันลืม เพราะมันพาเราเที่ยวด้วยกันได้ทั้งบ้าน เสียงหัวเราะและความสุขของพวกเราในวันนั้น กลายเป็นความทรงจำที่ทำให้พ่อไม่คิดหันกลับไปเล่นการพนันอีกเลย จะมีก็แต่ซื้อหวยเผื่อรวยลัดบ้างก็แค่นั้น...
แล้ววันหนึ่ง... พ่อล้มป่วยลง อาการเจียนอยู่เจียนไปของพ่อทำให้ผมฉุกคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิต พ่อป่วยเพราะการสูบบุหรี่มาอย่างยาวนาน แม้จะเลิกมาได้ร่วมสิบปี ถึงวันนี้พ่อจำเป็นต้องเจาะคอใส่ท่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น เวลาจะพูดคุยอะไรก็ลำบาก เพราะต้องใช้มืออุดท่อที่คอไว้ก่อนพูด
แม้จะดูลำบาก แต่ผมกลับได้คุยกลับพ่อมากขึ้น ในเวลาที่ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกที ไม่ได้บ่นบอกให้ใครเศร้าซึ้ง ซึ่งที่จริงอาจเป็นเรื่องน่ายินดี หากพ่อไม่เป็นแบบนี้ ผมจะได้กลับบ้านหรือ และถ้าไม่...ผมอาจจะปักหลักทำงานอยู่ในเมืองหลวงอย่างนั้น อย่างดีก็กลับบ้านได้เดือนละหน
อาจจะดูเหมือนจนมุม... แต่พอลองคิดไป อะไรมันเหมือนถูกจัดวางจังหวะไว้หมด พ่อป่วย - ผมออกจากงาน กลับบ้าน ได้มีเวลาอยู่กับพ่อนานขึ้น
ชีวิตอาจจะดูไม่มั่นคง แต่ถ้าจะแสวงหาความมั่นคง เมื่อผมเห็นลมหายใจที่แผ่วเบาของพ่อในห้องผู้ป่วยหนัก ผมก็เกิดคำถาม แล้วอะไรทำให้ชีวิตมั่นคง การงาน หรือเงินทอง อะไรเป็นคุณค่าของการมีชีวิต แล้วเราหามันเจอแล้วหรือ
...................................
บ่ายอีกวันหนึ่งผมขับรถพารุ่นพี่นักเขียน-นักสัมภาษณ์มือดี ไปหาที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ นั่งเงียบกันอยู่นานกว่าเขาจะพูดถามอะไรสักคำ เขาพูดน้อยกว่าเขียน แต่ด้วยเคยทำงานประจำในหนังสือพิมพ์-นิตยสาร เมื่อเปิดประเด็นคุย เขามองเรื่องสังคมได้แยบยล คมคาย ขณะที่ตัวหนังสือของเขาก็ละมุนละไมอยู่ในที แต่ครั้งนี้เขากลับดูเดือดดาล ขณะที่เรากำลังขับรถผ่าน ถนนนิมมานเหมินทร์ ที่เต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรา... บ้านดูดีมีราคา ซึ่งน่าจะเป็นถนน‘ทองหล่อ’ ของเมืองเชียงใหม่
“แ..งไม่รู้มันไปรวยจากไหนกันมากมายวะ ถึงมีเงินมาทำนู่นทำนี่กันเยอะแยะไปหมด”
เราพูดคุยกันไปอีกหลายประโยค อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน อาจฟังเหมือนตัดพ้อ แต่แก่นใหญ่ใจความก็คือ ขณะที่ผมกำลังคิดจะหาอะไรทำที่บ้าน เพียงเพื่อให้พออยู่พอกินตั้งตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็จำกัดจำเขี่ยด้วยทุน จนที่คิดไว้ ก็ได้แต่คิด แล้วคิดอีก ก็ไม่ได้ทำสักที หรือบางทีแทนที่จะเอาแต่คิดลงทุน มุ่งหาผลกำไร บางทีเราอาจคิดมากไป
“ มีน้อย ก็ใช้น้อย ค่อยอยู่ค่อยกินไปดีกว่า ” นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มในรถผมสรุปตามประสาคนทำงานอิสระ
ก็น่าคิด...แล้วถ้าไม่ทำจะอยู่ได้ไหม ถ้าหาอยู่หากินกับต้นทุนที่มีอยู่จริง อยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัวสักนิด คิดรัดกุมเรื่องใช้จ่ายสักหน่อย แทนที่จะหาทางขยับขยายเปิดร้าน... สู้รับจ้างอิสระกันไปเล็ก ๆ มีน้อยใช้น้อยไปก่อนดีกว่าไหม
พ่อเคยพูดบ่อย ๆ ว่า “ประหยัดคือกำไร” ผมนึกถึงวินัยการใช้เงินสมัยที่ตัวเองยังทำงานกินเงินเดือนหมื่นกว่าที่กรุงเทพฯ บางทีก็มีรายได้จากงานพิเศษบ้าง แต่ด้วยนิสัยที่ไม่รู้จักเก็บออม พอสิ้นเดือนก็ไม่เหลืออะไร
ผมเคยถึงกับต้องคุ้ยหาเศษเหรียญตามซอกโต๊ะที่หอพัก เพื่อเอาไปซื้อมาม่ามาต้มกินประทังชีวิต กระทั่งเพื่อนสนิทต้องหยิบยื่นเงินให้ ซึ่งก็น่าประทับใจ แต่ไม่น่ายินดีกับตัวเองนัก
นึกไปถึงคำพูดของเพื่อนอีกคน...ที่รับงานออกแบบอิสระ มันเคยบอกว่า ไม่รู้ทำไมเวลามีเงินเยอะ ๆ แล้วต้องรีบใช้ให้หมด สงสัยจะช่วยกระตุ้นให้ทำงานต่อไม่ทำตัวขี้เกียจ
ย้อนหลังไปในอาชีพการงาน ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับอดีตสาวโรงงานทอผ้าแถบรังสิต ซึ่งเงินต่อเดือนของเธอแม้รวมโอทีแล้ว ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ผมเคยได้เลยด้วยซ้ำ แต่เขาต้องทำงานแทบไม่ได้หยุดพัก ต้องเย็บผ้าให้ได้ตามยอดในเวลาที่กำหนด คนในโรงงานหลายคนไม่มีเวลาแม้จะกินข้าว กระทั่งจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ต้องกลั้นใจอั้นไว้(จนหลายคนเป็นโรคไต) ไม่งั้นทำไม่ทัน
เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ เธอต้องหิวข้าว หิวน้ำไม่ต่างไปจากผม แต่ด้วยเงินเท่านั้น การกินอยู่ของเธอ ก็ดูจะผิดเพี้ยนจากเราไปเสียมากมาย
ที่หอพัก เธอต้องอยู่รวมกันสามหรือสี่คน ถึงจะพอจ่ายค่าเช่าไหว เพราะยังต้องกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด
สถานภาพอย่างนี้ไหนเลยจะพูดถึงเงินเก็บเงินออม ให้เจ็บช้ำน้ำใจ
.......................................................
ถึงตอนนี้ผมกลับบ้านมารับงานอิสระ ได้อาศัยอยู่บ้านกับพ่อแม่ ดูจากสถานการณ์เศรษฐกิจ คงยากที่จะหาเงินทอง ในสภาพที่คนกำลังจะตกงานอีกนับแสน มีคนพร้อมจะออกมาแย่งที่ทางทำกินกันอีกมากมาย มองไปรอบตัวกับเพื่อนวัยเดียวกัน หลายคนเริ่มเติบโตในสายงานที่ทำ เริ่มมีความมั่นคงในชีวิต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็กำลังหาทางออกให้ชีวิต เมื่อเจอหน้า หรือคุยกันออนไลน์ หลายคนมักจะพูดตรงกันว่า อยากมีกิจการส่วนตัว
หลายคนอยากมีร้านกาแฟ -เบเกอรี่ หรือกิจการในฝันจำนวนมาก ที่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือฮาวทูขายดี (มีขายตรงบ้าง แอบขายบ้าง... )
กับวันคืนที่อ่อนไหว หนังสือบางเล่ม อาจจะสะกดใจให้เราตกอยู่ใต้อำนาจของมันได้ไม่ยาก
ผมก็ไม่ต่างจากเพื่อน ที่อยากเป็นเจ้านายตัวเอง แต่ผมก็กลัวใจตัวเองเช่นกัน
กลัวว่าในการมุ่งมั่นทำมาหากิน อาจมีบางอย่างหล่นหายไปในระหว่างทาง
ผมนึกถึงเรื่องราวมากมายบนโต๊ะกินข้าว นึกถึงเรื่องที่พ่อพาพวกเราไปเที่ยวครั้งนั้น นอกจากการเที่ยวได้คุ้มค่าในราคาแสนประหยัด ผมคิดว่าสิ่งสำคัญกว่าอาจไม่ใช่เรื่องที่ว่า วันนั้นพ่อใช้เงินไปเท่าไหร่
ในวันที่เราคิดกันแต่เรื่องเงินทอง บางทีผมคิดว่า แค่เรามีเวลาให้กันบ้างก็พอแล้ว
และบางทีผมคงต้องนึกเรื่องหาเงินให้น้อยลงอีกนิด แล้วคิดถึงคำของพ่อให้ขึ้นใจ
“ประหยัดคือกำไร จำไว้นะ”
ขอบคุณครับพ่อ...
ปล. -เดิมทีผมเขียนเรื่องนี้ส่งไปลงคอลัมน์ 'His voice' ในนิตยสาร IMAGE ฉบับ May 2009 ปกอนันดากับจื๊ด-แสงทอง) ด้วยความกรุณาของคุณนิด และพี่หมี บก. - ขอบคุณที่ให้โอกาสครับ... : )
-เรื่องที่ได้ลงตีพิมพ์เป็นส่วนย่อจากเรื่องที่ผมเอาลงที่ Exteen วันนี้ ซึ่งตอนนั้นผมตัดตอนส่งไปเพื่อให้ได้ความยาวตามที่กำหนดไว้ในเล่ม (ถ้าได้ไปอ่านดูจะรู้ว่า ผลจากการ Edit ของมืออาชีพนั้นทำให้เรื่องกระชับและอ่านง่ายขึ้นอีกมากเลยครับ)
edit @ 4 Jul 2009 19:09:36 by เขียนเอง
edit @ 14 Jul 2009 20:48:48 by เขียนเอง