กันและกัน..                                                                                    2552, เชียงใหม่

...

..

.  

   พักนี้เธอบ่นบอกว่าเราไม่เข้าใจกันบ่อย ๆ

ตาเธอบวมด้วยน้ำตามาก็หลายครั้ง

และการพูดคุยผ่านสายก็ใช่ว่าจะช่วยได้มากนัก

เดาว่าเธออาจจะอยากเห็นหน้าฉันมากกว่า... ฉันรู้

 แต่ในเมื่อชีวิตไม่อนุญาติให้เราทำตามใจเช่นนั้นได้ทุกวัน

แล้วฉันจะทำอย่างไรดี

         นึกย้อนไปถึงสมัยก่อน ที่ฉันเคยเขียนจม.บ่อยกว่านี้

เวลาเขียนจม. มันเหมือนเราได้ค่อย ๆ ใส่ความคิดถึงลงไปช้า ๆ ทว่าอยู่ได้นานกว่าลมปาก

มากมายถ้อยคำ ที่จะหามาแทนใจ สื่อไปยังคนที่เรารัก ฉันว่าความรู้สึกช้า ๆ ที่ต้องมีการอดทน

รอคอยมันมีความหมายยิ่งนัก

         กับโทรศัพท์... ทั้งที่เรารักกัน แต่เราเกลียดที่เงื่อนไขเวลา และค่าโทร บังคับให้เราต้องคุยกัน

เฉพาะช่วงเวลา

จนกลายเป็นกังวลไปบางครั้ง... คิดมากไปก็บางหน เมื่อบางคนไม่ได้โทรมาตามนัด

          กลยุทธราคาอาจช่วยให้ค่าโทรถูกลง และเราสามารถพูดกันได้มากขึ้น นานขึ้น

          แต่เรายิ่งพูดกันมากเข้า ก็กลับกลายที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าใจกันน้อยลง และเรียกร้องเวลา

จากกันมากขึ้น

             

           แน่นอนว่า เราอาจจะคิดถึงกันบ่อยได้เท่าที่ใจเพรียกหา แต่จะแสดงออกต่อกันเช่นนั้น

ทุกเวลาได้อย่างไร

           เพราะโลกนี้ไม่ได้มีเราอยู่สองคน... ฉันอาจจะกำลังคุยกับคนอื่น เล่นเฟชบุ๊ค หรือทำอะไร

สักอย่างที่ฉันสนใจ

และเธอก็เช่นกัน บางวันเธออาจจะคุยกับเพื่อนสนิท ดูหนัง หรือกินเลี้ยงกับผู้คนที่แวดล้อมใกล้

ชิดในชีวิตเธอ

            บางทีแค่ฉันได้รู้ว่าเธอสบายใจ เธอสบายดี และคิดถึงกัน ฉันก็ดีใจแล้ว และฉันคงทำอะไร

ไม่เป็นสุขเท่าไหร่ถ้ารู้ว่ามันขัดใจเธอ

            สิ่งที่ยากคือเรายอมรับได้ไหม

            ฉันคิดว่าระยะห่างของความไม่เข้าใจนั้นต่างหากที่เป็นอุปสรรคแท้จริงเสียยิ่งกว่า

ความห่างไกลกัน

       เพราะไม่เข้าใจจึงทำให้เราโกรธกัน และความโกรธนั้นทำให้เราห่างกันไกล...

      ฉันยังเชื่อตามที่รุ่นพี่คนหนึ่งเคยบอกไว้ชวนครุ่นคิดว่า

       "ความอดทน รอ เป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต"

           ก็ไม่รู้ว่าทุกวันนี้เรามีศิลปะชนิดนี้เหลืออยู่ในตัวมากน้อยแค่ไหนกัน

          เมื่อเราไม่เข้าใจกัน น้อยใจกันจนเป็นทุกข์  ฉันเชื่ออย่างยิ่งว่า แม้เราจะไม่ชอบมัน

แต่ความจริงคือเรื่องเหล่านี้มันจะต้องอยู่คู่เราไปตลอด

             พระท่านก็ว่าอันความสุขนั้น แท้จริงแล้วก็มีแต่ความทุกข์ จะมีมากหรือน้อยต่างกัน

ไปเท่านั้นเอง

             แทนที่จะกลัว ถ้าต้องอยู่กันอีกนาน บางทีเราน่าจะเป็นเพื่อนกับมันไปให้ได้จะดีกว่า

            และหากวันข้างหน้าเราจะได้อยู่ข้าง ๆ กัน แต่เรากังวลว่ารถที่นั่งไปนั้นจะพัง

หรือทางที่เดินไปนั้นจะเป็นหลุมบ่อ

            แล้วเราจะทำอย่างไรดี...

            หนีไปเสียก่อน...หรือเตรียมผจญภัยไปในชีวิตอันแสนสั้นนี้

            ด้วยกัน...


edit @ 26 Jan 2011 18:28:41 by เขียนเอง

(ฝากไว้ในอ้อมใจด้วยครับ...ฮิ้วววว..) 

 ....

.. 

 เราทิ้งร้างห่างหายกันไปนาน ปล่อยบล็อกว่างร้างจากเรื่องเล่า

เพราะมีเรื่องมากมายต้องทำมากขึ้น สภาวะวุ่นวาย(ตามปกติ)ทำให้ได้มาบันทึกอะไรน้อยลง(แต่กลับไปอยู่ใน Facebook มากขึ้น... :)

ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างร้านกาแฟ-ชาเล็ก ๆ แถวซอยวัดอุโมงค์หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตั้งใจว่าหากพ้นผ่านฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชผลในงานที่ลงแรงอยู่ ไม่ว่าจะงานสอนหนังสือหรืองานร้านกาแฟ

รวมไปถึงงานถ่ายภาพที่เป็นหลักอยู่ คงจะมีเรี่ยวแรง มีสมาธิกลับมานั่งคิด นั่งเขียนอะไรมากขึ้นอีกครั้ง

           ช่วงก่อนสักเกือบปีมาแล้ว ผมได้พบได้เจอกับบก.สำนักพิมพ์ Think beyondbook เขาทาบทามให้เอา

เรื่องเล่า ไปลงหนังสือ ติดต่อค่อยเป็นค่อยไปอยู่นาน จนกระทั่งออกมาเป็นหนังสือได้ 1 เล่ม

          เท่าที่ไปมองดูกองหนังสือใหม่ที่ออกกันมาในทุกวันนี้ ก็มากมายจนผมรู้สึกว่าหนังสือของเราคงเป็นเพียงอีกหนึ่งหยดน้ำในทะเลหนังสือ จะขายได้สักเท่าไหร่นั้นคงไม่เป็นประเด็นให้หนักใจ

 แต่ถ้าได้รู้ว่าใครที่ได้พลิกอ่านหรือได้ดูรูป จะรู้สึกดี ๆ ได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ผมคงดีใจมาก 

 

         ขอมากระซิบบอกเพื่อนพี่น้องใน exteen ด้วยความขอบคุณในมิตรจิตมิตรใจอันดีเสมอมา

         ก็ถ้าได้ไปแวะดูร้านหนังสือ แล้วหยิบหนังสือผมมาพลิกดูเล่น ก็ขอให้รู้ว่าผมเติบโตทางความคิดฝันได้ส่วนหนึ่งก็เพราะได้พื้นที่่ฟรี ๆ ของ exteen นี้เป็นที่อิงอาศัย เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้นั่นเอง

          ขอบคุณมาสเตอร์แชมป์ผู้จัดทำเว็บไซด์นี้จริง ๆ ครับ และขอบคุณนุชและเหมียวเพื่อนผู้แสนดีที่ชักชวนให้บันทึกความคิดลงที่นี่

แล้วเจอกันบนแผงนะครับ (แน่ะ-แอบโฆษณา)

 ปล.เรื่องในเล่มเกือบทั้งหมดเอามาจากในบล็อกนี้ มีการปรับปรุงแก้ไขอีกนิดหน่อย และมีเรื่องพิเศษเพิ่มเติมอยู่อีกเรื่องสองเรื่องครับ

edit @ 29 Aug 2010 20:06:18 by เขียนเอง

 อ่าวลุงดำ                                                         เกาะเสม็ด 2548

 

..

..

      มันยากไหมที่เราจะยอมรับความจริง...ทั้งที่ความจริงมันอยู่ตรงหน้าเราตลอดเวลา 

         ขณะที่พ่ออยู่ในห้องไอซียูเราได้แลกเปลี่ยนพูดคุยความเป็นไปกับพี่ชาย หลังจากไม่ได้คุยเรื่องชีวิตส่วนตัวกันนานแล้ว ได้เรื่องมาคิดหลายเรื่อง 

         - พี่เล่าว่าตั้งแต่ทำงานที่กรุงเทพฯ ปีแรกได้เงินหมื่นห้า ก็ส่งเงินให้แม่เดือนละ5000 ขณะที่นั่งรถกลับบ้านทุกเดือน

         - เขาเตือนให้เราคิดถึงการใช้จ่าย การเก็บออมเงินซึ่งจะเป็นไปไม่ได้เลยตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับความจริงยังใช้จ่ายโดยไม่ได้ประมาณความเป็นจริงในกระเป๋าเงิน 

          - ถ้าเราคิดแต่ว่า จะใช้เงินซื้ออะไร ทำอะไรก่อนที่จะคิดว่าจะเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ เมื่อไหร่จะพอมีพอเก็บ

         - ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องรับผิดชอบ-ชั่วดีอย่างไรเราต้องรู้ ยอมรับ และตัดจ่ายทันทีหลังจากมีรายได้เข้ามา 

           - ขณะที่เราอยากให้พ่อแม่ได้พัก ได้หยุดงาน แต่ในทางปฏิบัติเราก็ไม่ได้ช่วยให้เขาสบายขึ้น บางครั้งยังต้องไปเบียดบังรบกวนอีกเขาจะหยุดพักได้อย่างไร เมื่อไม่มีเงิน เขาก็ยังต้องทำงานต่อไป 

             - พี่ให้เรานึกถึงอาการ"หน้าแห้ง" ตอนไม่มีเงิน เราเป็นอย่างไร ก็นึกถึงว่าพ่อแม่ก็เป็นเช่นกัน

             - เราจำเป็นต้องเข้มงวดกวดขันยืนยันอยู่ให้ได้บนความเป็นจริง-ที่ว่าเราต้องเป็นอีกหลักค้ำจุนครอบครัวให้ได้ไม่ใช่ปล่อยให้พี่ชายหนักอยู่ฝ่ายเดียว

             - งานการที่เคยใจดีกับเพื่อนฝูงหนักเข้าก็ใจอ่อน  พี่เตือนอย่างจริงจังว่า "มึงต้องบอกเพื่อนว่า มึงถ่ายรูปเป็นอาชีพ ไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน"

             - เราไม่ใช่คนโหดหินหน้าเลือดมั่นใจว่าไม่เอาเปรียบกับใคร จากนี้ไปหากคิดแล้วว่างานไหนเท่าไหร่คงต้องแยกให้ชัดว่าอันไหนเป็นงาน อันไหนจะให้ได้เท่าไหร่

             - คิดดูว่า เพื่อน ๆกันทั่วไปเขาใส่ซองกัน 500 - 1000 แต่การถ่ายงาน ๆหนึ่งในอาชีพช่างภาพ เขาจ้างกันแพงกว่านั้นมาก ถ้าจะยุติธรรม ก็คือรับงานส่วนงานแต่ซองก็ใส่คืนให้ในฐานะเพื่อนฝูง แต่ถ้าไปช่วยกันอย่างเดียว บ่อย ๆ เข้าก็คงซีดเหมือนกัน 

              -สุดท้ายคือการยอมรับความจริง อย่าหนีความจริง พี่ชายเคยเป็นหนี้บัตรเครดิตบวกรวมดอกเบี้ยก็ร่วมแสนกว่าจากเงินเดือนหมื่นห้า เขายอมอดทนจ่ายคืนให้หมดได้ในสามปี พี่ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นเริ่มต้นจาก การยอมรับความจริงจนกลายเป็นการใช่จ่ายอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ที่จะกินใช้รายวันเท่าไหนต้องคิดไว้ถ้วนถี่      

              ผมไม่มีอะไรต้องโต้แย้งแสดงความเห็น ความจริงนั้นแสดงตัวอย่างน่ากลัวมานานแล้ว โดยเฉพาะยามที่ผมต้องขมวดคิ้วเรื่องเงินทอง 

           คิดต่อถึงคำง่าย ๆ ที่ว่า"ยอมรับความจริง"ถ้อยคำนี้มีค่าควรระลึกไว้แก้ปัญหาอีกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตรวมถึงน่าจะเป็นวิธีคิดที่ดีต่อปัญหาอื่นที่เราคิดไม่ตก อย่างเรื่องความขัดแย้งในสังคมด้วย 

           ในทางพุทธท่านว่าไม่ให้คิดเพราะยิ่งคิดยิ่งปรุงแต่งจิต(ใครชอบทางไหนก็คิดไปแต่ทางนั้น)ท่านจึงให้เราเพียงเพ่งมองตามความเป็นจริง เมื่อเห็นชัดก็ให้ เท่าทัน -รับรู้-ปลดปลง-ปล่อยวาง 

            ถ้อยคำอมตะที่ว่า"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย" อาจจะต้องต่อว่า "ความจริงคือเราตายได้ ความตายเป็นความจริงอย่างยิ่ง"

            เรากลัว เพราะเรามองไม่เห็นความจริง เราอ่อนแอเพราะเราไม่ยอมฝึกซ้อมที่จะต่อกรกับมัน

    คนส่วนมากไม่ยอมรับความเป็นจริง และทำใจได้ยากยิ่งเมื่อต้องเผชิญความเป็นความตายใกล้ตัว 

           ทั้งที่ทั้งสองเรื่อง มันเป็นเรื่องเดียวกัน



edit @ 16 Apr 2010 13:22:49 by เขียนเอง