ยาทันใจ

posted on 04 Nov 2009 23:59 by kiennews

                                                         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

....                                                        บางลี่ - สองพี่น้อง สุพรรณบุรี

 

                                                            " จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ "

                                                                              พุทธพจน์

...

..

.

 

            ความห่างไกล และความเหงาทำร้ายใจใครสักคนได้ไม่น้อย

    จนบางครั้งก็ทำเราเหม่อลอย ไม่เป็นอันทำอะไรบ้าง ในบางวัน

 

          ในคืนหนึ่งขณะที่ใจเริ่มปลดปลง... จนมีสติคิดได้

          ผมคว้าปากกามาจดบันทึกความคิดไว้ในสมุดบันทึกประจำวันกันลืม...

 

          ทำไมเราต้องคอยแต่วันที่ได้เจอกันเดือนละสอง-สามวันถึงมีความสุข

 ทำไมเราไม่เลือกที่จะมีความสุขได้ทุกวัน 

           ทำทุกวันให้มีความสุข ได้ไหม

          เราต้องบำรุงร่างกายด้วยหยูกยาอาหารให้ร่างกายอยู่ได้ สบายดี

         แต่กับเรื่องข้างใน ควรรู้ว่าสุข ทุกข์..นั้นอยู่ที่เท่าทันปัจจุบันแค่ไหน

ดูใจตัวถ้วนถี่ดีหรือยัง

         ยาของใจ ชื่อน่าจะคล้าย ๆ ยาโบราณที่ชื่อ "ทัมใจ" 

         ทันใจ...เพื่อ ทำใจ

         ถ้าเรารู้เท่าทันใจ... ก็คงจะทำใจทัน

         อาจจะเป็นการทำในแบบเซน...ที่ว่ากันว่า

         ทำโดยไม่ได้กระทำใด ๆ 

        อาจจะเป็นเพียงการหยุด...อารมณ์ให้เป็น

         หยุดให้เห็นความว่าง...

        แม้จะยังเห็นได้บ้างเพียงชั่วครั้งคราวก็ยังดี

        เมื่อใจเราขยับเข้าใกล้ความสงบ ก็คล้ายรถขยับเข้าเกียร์ว่าง

        ขยับเกียร์หัวใจให้ว่าง ๆ ให้รถของเราได้หยุดพักบ้าง

        เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ว่า เราจะรีบห้อตะบึงไปหาความสำเหร็จอะไรทำไมหนักหนา

        หากเราบอกตัวเองได้ว่า 'ความสุข' มันเกิดขึ้นตอนเรารู้จัก ' พัก..' อยู่นิ่ง ๆ

        หาใช่การตั้งหมุดหมายปลายทางสู่แห่งหนตำบลใดไม่

        เมื่อเราต่างปักธงลงที่ใจ... ความสุข สงบ ก็ไปถึงได้..

        ในวันนี้... ที่นี่... ทันที

 

 

 

ปล. ช่วงนี้ผมเพิ่งทำธุรกิจเครือข่าย เกี่ยวกับสุขภาพเจ้าหนึ่ง ตัดสินใจทำเพราะเห็นพ่อ

แม่ใช้แล้วดี ผมก็ลองเปิดโลกทัศน์เข้าไปสู่ทิศทางใหม่ ๆ ในชีวิตดู... รู้ว่าคงไม่ง่าย

ได้คำตอบคร่าว ๆ มาบ้างแล้วว่า โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี หากต้องการทุนรอนมาจัดการ

เปลี่ยนแปลงชีวิตข้างหน้า ก็ต้องเหนื่อยหนัก ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะทำอะไร อยากมาก ก็เหนื่อยมาก

        ในความเหนื่อยอ่อนกังวลบนเส้นทาง ล้วนผสมปนเปไปทั้งเรื่องการงานและความ

รัก ในวันที่ผมวุ่นวายใจมาก ๆ วันหนึ่ง ผมจึงคิดและเขียนเรื่องนี้เอาไว้เตือนใจตัวเอง

    

     ( เออ... แต่ถ้าทางมันยังลาดชันนัก เราอาจต้องใช้เกียร์ต่ำขับดันกันต่อไปนะ )

     

      ว่าแต่ตอนนี้หอมกลิ่นหน้าหนาวแล้ว ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

       ที่เชียงใหม่หนาว...วววแล้ว 

 

 

edit @ 5 Nov 2009 01:37:20 by เขียนเอง

edit @ 5 Nov 2009 01:38:14 by เขียนเอง

edit @ 5 Nov 2009 21:30:27 by เขียนเอง

เบา-หวานกันหน่อยไหม

posted on 22 Jul 2009 01:08 by kiennews

              

          cappuccino                                                coffee alley  2008

 

...

.

 

 

 

                บ่อยครั้ง ที่จังหวะการเต้นของหัวใจผมดูสับสน

                แม้จะรู้ว่าบางหนเป็นอิทธิพลของกาแฟ

                แต่ที่สุดแล้วผมก็แน่ใจว่า...ต้องใช่เธอ

                เพื่อนคนหนึ่งเคยบอก หากอยากรู้ว่าใครน่าจะเป็น 'คนพิเศษ' ของเรา ให้ขอจับมือเขาดู คนที่ทำให้หัวใจเราเต้นผิดจังหวะไป นั่นแหละใช่เลย

                หัวใจเธอเต้นจังหวะไหนไม่รู้ รู้แต่เธอทำให้หัวใจผมเต้นแรง... ไม่ต่างกับลมหายใจหอบถี่บ่อยเกินไปเมื่อใกล้เธอ

                แต่เมื่อต้องอยู่ไกลห่างกัน ระยะทาง 700 กิโลเมตร ก็ถูกทำให้สั้นลงได้ด้วยคลื่นโทรศัพท์มือถือ

                เธอยังทำให้ใจผมเต้นแปลกไปได้อีก เมื่อยินเสียงปลายสายของเธอ

                ไม่หวาน... ถ้าเป็นผลไม้ เสียงของเธออาจรสขมฝาดหน่อยๆ ด้วยซ้ำ

                น่าจะคล้ายรสผลมะขามป้อม ที่กัดลงไปจะออกเปรี้ยวขม-อมฝาดทันที แต่ก็มีรสหวานชุ่มคอตามมาภายหลัง น่าพิสมัยก็ตรงนี้ มันเป็นรสชาติที่ไม่เลี่ยนคอพอดี เผลอจะทำน้ำลายสอเสียอีกต่างหาก

                การรอคอยที่จะได้คุยกัน กลายเป็นเหมือนช่วงไฮไลต์ประจำวันของผม 

                และด้วยเงื่อนไขค่าโทรฯที่ถูกลง เราคุยกันได้มากขึ้นและถี่ขึ้น เราสนิทกันมากขึ้น เร็วขึ้นกว่าเมื่อสมัยเครื่องส่งข้อความ-เพจเจอร์ครองเมือง

                คิดถึงยามตื่น และคุยกันจนแทบง่อยเปลี้ยเสียขา... แทบจะผลอยหลับไปคามือถือในบางค่ำคืน

                บ้างบางที เราอาจทำกระบวนท่า และจังหวะเวลาในการดำเนินชีวิตเสียหายไป

                จนเธอเริ่มกังวลถึงผลดี-ผลเสีย ว่าเราคุยกันมากไปไหม ก็ช่วยคิดกันไปไม่น้อย  

                สติ...เริ่มจำเป็น หากเราต้องการทบทวนอารมณ์ของคนใจอ่อนสองคน

                ถึงผมจะเห็นโลกมาก่อนเธอไกล แต่ในใจ บางทีเราก็วูบไหวไม่ต่างกัน

                ผมดีใจ เมื่อนึกได้ว่าครั้งหนึ่งเธอเคยให้พรผมก่อนนอน...ด้วยคำว่า สติ

                ผมเคยถามว่า ถ้าผมมีสติ แต่ไม่มีสตางค์ เธอจะยังยินดีคบผมไหม

                ก็เอาสติ ไปหาสตางค์สิ

                เออ... เธอตอบได้น่าคิด จนฉุด สติผมกลับมา

.........................

 

                ผมชอบกินกาแฟ เธอชอบกินชาเย็น แต่ผมก็เริ่มเห็นเธอเลียบๆ เคียงๆ เมียงมองมายังถ้วยกาแฟของผมบ่อยขึ้น ขณะที่บางหนผมก็ทนต่อกลิ่นชาเย็นของเธอไม่ไหว เราจะแลกถ้วยกันดื่มบ้าง จะเป็นไรไป

                ถ้าผสมกลมกล่อมเราอาจได้เครื่องดื่มใหม่เป็น 'ชาแฟ' ก็เป็นได้ คงหอมอร่อยดีเหมือนกัน

                เรื่องเครื่องดื่ม... ปัญหาคงไม่ใช่ชนิดและรสนิยม แต่อาจเป็นเรื่องขมหวาน...

                ผมคิดว่าช่วงนี้เราอาจใส่น้ำตาลกันมากเกินไป

                เธอน่ารัก...ที่เป็นฝ่ายห้ามปราม ให้ผมซึ่งเริ่มติดรสหอมหวานแบบชาเย็น รู้จักชั่งใจ...ว่าจะใส่น้ำตาลในถ้วยใหม่เท่าไหร่ดี

                ถ้าเราหยุดหวาน... หยุดน้ำตาลบ้าง... สุขภาพใจเราอาจสมดุลขึ้นก็เป็นได้

                ผมยังไม่อยากให้เราเป็นเบาหวานตอนนี้ ถ้ายังอยากกินดื่มอยู่ข้างกันไปนานๆ

                บางที... เราคงต้องควบคุมน้ำตาลกันบ้าง

                และตอนนี้เรากำลังพยายามอดอาหารล้างพิษ...

                เพื่อชีวิตจะได้กลับสู่รสชาติ... ที่พอดีอีกครั้ง



edit @ 22 Jul 2009 12:02:21 by เขียนเอง

edit @ 5 Nov 2009 03:43:58 by เขียนเอง

         

 

                   อปา... เป็นนายแบบให้ผมฝึกมือตั้งแต่ตั้งไข่ถ่ายภาพ จนวันนี้อปาก็ยังยิ้มแฉ่งได้เหมือนเดิม...

 

 

ครอบครัวของผม ก็คงเหมือนหลาย ๆ ครอบครัวโดยเฉพาะคนจีน ที่มักจะถือเอาช่วงกินข้าวสนทนาวิสาสะกันฉันพ่อ-ลูก  คุยกันได้สารพัด ตั้งแต่เรื่องกับข้าวกับปลากระทั่งลามไปถึงเรื่องการบ้านการเมือง แต่ไม่รู้ผมเกิดมาเป็นมารผจญพ่อผมหรือเปล่า เพราะหลาย ๆ ครั้งเรามักจะต้องโต้คารมกันเพราะความเห็นต่างเสมอ

ถ้ากินข้าวไปดูข่าวโทรทัศน์ไปด้วย ก็ต้องคอยฟังพ่อบ่นว่านักการเมืองคนนี้ชั่วอย่างนั้นเลวอย่างนี้ โดยเฉพาะกับฟากที่พ่อเกลียดเข้าใส้ ขณะที่ผมชิงชังกับอีกฝั่งหนึ่งมากกว่า เรื่องการเมืองยังคงเป็นเรื่องที่สมานฉันท์กันได้ยาก เห็นกันตั้งแต่ในบ้านเลยทีเดียว บางทีความคิดเห็นที่เราคิดแล้วว่าดี ก็เปล่าดายที่จะพูดไป หากเรามีศรัทธาต่างกัน ทางที่ดีที่สุดที่ผมทำได้คือ ฟัง และเงียบ ถ้าการได้ระบายความรู้สึกเป็นความสบายใจของพ่อ ก็ยอม ๆ แกไปบ้างก็ไม่เป็นไรกระมัง

เรื่องที่พ่อเล่าบนโต๊ะกินข้าว ถ้าจะนับ คงเป็นร้อย ๆเรื่อง หลายเรื่องก็วนเล่าซ้ำอยู่บ่อย ๆ  แต่คงเพราะสีหน้าแววตาของพ่อที่ดูมีชีวิตชีวาทุกครั้งเมื่อฉายภาพเก่า ๆ ออกมา เห็นแล้วก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย

 เรื่องที่พ่อเล่า หากไม่ใช่เรื่องความสุข ก็มักจะเป็นเรื่องทุกข์เศร้าแต่เก่าก่อน หรือเจ็บช้ำน้ำใจกับใครบางคน สงสัยว่าเรื่องที่คนเรามักจะจดจำ ก็มักเกี่ยวโยงอยู่เพียงแค่เรื่องสุข-ทุกข์เท่านั่นกระมัง  ยิ่งสุขมาก หรือทุกข์หนัก ๆ ก็จำนาน พอเวลาผ่านไปนานก็อาจตกตะกอนกลายเป็นบทเรียน

ทฤษฎีชีวิตของพ่อนั้น หลายหัวข้อก็น่าสนใจเกินกว่าจะปล่อยเลยไป แม้จะดูซ้ำซาก แต่นั่นก็ทำให้ผมจำได้ขึ้นใจ และนึกขึ้นได้เมื่อถึงคราวต้องใช้มัน

ในบรรดาเรื่องที่พ่อเล่า  มีหลายเรื่องไม่เพียงแค่น่าจำ แต่ยังควรนำไปเล่าต่อ

พ่อเป็นช่างเปิดร้านบัดกรีของตัวเองอยู่ในกลางตัวเมืองเชียงใหม่ตั้งแต่อายุต้น ๆ ยี่สิบ ร้านห้องแถวของพ่อไม่มีชื่อ แต่พ่อก็ฝากฝีมือไว้จนคนรู้จักไม่น้อย พ่อรับจ้างทำรางน้ำ ปล่องดูดควัน เรื่อยไปถึงอะไรก็ได้ที่ทำด้วยแผ่นโลหะต่าง ๆ ถ้าคุยกันรู้เรื่อง พ่อก็สามารถตัดแต่งแปลงเป็นชิ้นงานให้ลูกค้าได้หมด

จะว่าชีวิตของพ่อเป็นเบ้าหลอมมาจากคนรุ่นปู่ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนทุกหนทางเพื่อให้มีที่อยู่ที่ยืนได้ในสังคมก็ว่าได้   

หลังแต่งงานใหม่  ๆ สมัยยังหนุ่ม ๆ พ่อจะชอบเล่นการพนันไม่ว่า ม้า มวย ไพ่ ไก่ชน พ่อเคยผ่านมาหมด เสียเงินกับวงพนันไปรวม ๆ กันคงไม่น้อย

แต่พอมีลูก พ่อก็เริ่มตัดใจจากวงพนันจนได้ ทำได้แค่ไหนไม่รู้ แต่จู่ ๆ วันหนึ่งพ่อก็นึกอยากพาพวกเราไปเที่ยว ตอนนั้นผมกับพี่ยังเล็กเกินกว่าจะจำความได้ พี่ชายผมโตพอช่วยตัวเองได้ ส่วนผมแม่ยังต้องคอยอุ้มกระเตงเหน็บไว้ข้างเอวอยู่อย่างนั้น

 พ่อเลือกพาพวกเราไปเที่ยวสวนสัตว์เชียงใหม่ (สมัยที่ยังไม่มีหมีแพนด้า) ใช้บริการอันมีเสน่ห์ของรถเมล์ทั้งไป-กลับ ตอนนั้นระบบขนส่งในเชียงใหม่ดูดีกว่าตอนนี้ รถราก็ยังไม่ดูวุ่นวายเท่าไหร่ พาลูก ๆ ดูเก้ง หมี ชะนี กวาง จนหายสงสัย ก่อนกลับพ่อยังชวนแม่แวะกินเกี๊ยวน้ำกันอีกสองชาม จนอิ่มหนำกันทั้งบ้าน

ถึงบ้านพ่อควักเงินในกระเป๋ามานับดู เงินหายไปแค่ 33 บาทเท่านั้น

พ่อว่านึกถึงตอนที่ยังไม่เลิกเล่นไก่ เล่นม้า พ่อเคยสูญเงินไปวันเดียวเป็นร้อยเป็นพันมาแล้ว

เงิน 33 บาทนี้จึงกลายเป็นตัวเลขมหัศจรรย์ที่พ่อไม่มีวันลืม เพราะมันพาเราเที่ยวด้วยกันได้ทั้งบ้าน เสียงหัวเราะและความสุขของพวกเราในวันนั้น กลายเป็นความทรงจำที่ทำให้พ่อไม่คิดหันกลับไปเล่นการพนันอีกเลย จะมีก็แต่ซื้อหวยเผื่อรวยลัดบ้างก็แค่นั้น...

แล้ววันหนึ่ง... พ่อล้มป่วยลง อาการเจียนอยู่เจียนไปของพ่อทำให้ผมฉุกคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้ชีวิต พ่อป่วยเพราะการสูบบุหรี่มาอย่างยาวนาน แม้จะเลิกมาได้ร่วมสิบปี ถึงวันนี้พ่อจำเป็นต้องเจาะคอใส่ท่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น เวลาจะพูดคุยอะไรก็ลำบาก เพราะต้องใช้มืออุดท่อที่คอไว้ก่อนพูด

แม้จะดูลำบาก แต่ผมกลับได้คุยกลับพ่อมากขึ้น ในเวลาที่ดูเหมือนจะน้อยลงไปทุกที ไม่ได้บ่นบอกให้ใครเศร้าซึ้ง ซึ่งที่จริงอาจเป็นเรื่องน่ายินดี หากพ่อไม่เป็นแบบนี้ ผมจะได้กลับบ้านหรือ และถ้าไม่...ผมอาจจะปักหลักทำงานอยู่ในเมืองหลวงอย่างนั้น อย่างดีก็กลับบ้านได้เดือนละหน

อาจจะดูเหมือนจนมุม... แต่พอลองคิดไป อะไรมันเหมือนถูกจัดวางจังหวะไว้หมด พ่อป่วย - ผมออกจากงาน กลับบ้าน ได้มีเวลาอยู่กับพ่อนานขึ้น 

ชีวิตอาจจะดูไม่มั่นคง แต่ถ้าจะแสวงหาความมั่นคง เมื่อผมเห็นลมหายใจที่แผ่วเบาของพ่อในห้องผู้ป่วยหนัก ผมก็เกิดคำถาม แล้วอะไรทำให้ชีวิตมั่นคง การงาน หรือเงินทอง อะไรเป็นคุณค่าของการมีชีวิต แล้วเราหามันเจอแล้วหรือ

 

...................................

       

บ่ายอีกวันหนึ่งผมขับรถพารุ่นพี่นักเขียน-นักสัมภาษณ์มือดี ไปหาที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ นั่งเงียบกันอยู่นานกว่าเขาจะพูดถามอะไรสักคำ เขาพูดน้อยกว่าเขียน แต่ด้วยเคยทำงานประจำในหนังสือพิมพ์-นิตยสาร เมื่อเปิดประเด็นคุย เขามองเรื่องสังคมได้แยบยล คมคาย ขณะที่ตัวหนังสือของเขาก็ละมุนละไมอยู่ในที แต่ครั้งนี้เขากลับดูเดือดดาล ขณะที่เรากำลังขับรถผ่าน ถนนนิมมานเหมินทร์ ที่เต็มไปด้วยร้านรวงหรูหรา... บ้านดูดีมีราคา ซึ่งน่าจะเป็นถนนทองหล่อ ของเมืองเชียงใหม่

แ..งไม่รู้มันไปรวยจากไหนกันมากมายวะ ถึงมีเงินมาทำนู่นทำนี่กันเยอะแยะไปหมด

 เราพูดคุยกันไปอีกหลายประโยค อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน อาจฟังเหมือนตัดพ้อ แต่แก่นใหญ่ใจความก็คือ ขณะที่ผมกำลังคิดจะหาอะไรทำที่บ้าน เพียงเพื่อให้พออยู่พอกินตั้งตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็จำกัดจำเขี่ยด้วยทุน จนที่คิดไว้ ก็ได้แต่คิด แล้วคิดอีก ก็ไม่ได้ทำสักที หรือบางทีแทนที่จะเอาแต่คิดลงทุน มุ่งหาผลกำไร บางทีเราอาจคิดมากไป

มีน้อย ก็ใช้น้อย ค่อยอยู่ค่อยกินไปดีกว่า นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มในรถผมสรุปตามประสาคนทำงานอิสระ

ก็น่าคิด...แล้วถ้าไม่ทำจะอยู่ได้ไหม ถ้าหาอยู่หากินกับต้นทุนที่มีอยู่จริง อยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัวสักนิด คิดรัดกุมเรื่องใช้จ่ายสักหน่อย แทนที่จะหาทางขยับขยายเปิดร้าน... สู้รับจ้างอิสระกันไปเล็ก ๆ มีน้อยใช้น้อยไปก่อนดีกว่าไหม

พ่อเคยพูดบ่อย  ๆ ว่า ประหยัดคือกำไร ผมนึกถึงวินัยการใช้เงินสมัยที่ตัวเองยังทำงานกินเงินเดือนหมื่นกว่าที่กรุงเทพฯ บางทีก็มีรายได้จากงานพิเศษบ้าง แต่ด้วยนิสัยที่ไม่รู้จักเก็บออม พอสิ้นเดือนก็ไม่เหลืออะไร

ผมเคยถึงกับต้องคุ้ยหาเศษเหรียญตามซอกโต๊ะที่หอพัก เพื่อเอาไปซื้อมาม่ามาต้มกินประทังชีวิต กระทั่งเพื่อนสนิทต้องหยิบยื่นเงินให้ ซึ่งก็น่าประทับใจ แต่ไม่น่ายินดีกับตัวเองนัก

นึกไปถึงคำพูดของเพื่อนอีกคน...ที่รับงานออกแบบอิสระ มันเคยบอกว่า ไม่รู้ทำไมเวลามีเงินเยอะ ๆ แล้วต้องรีบใช้ให้หมด สงสัยจะช่วยกระตุ้นให้ทำงานต่อไม่ทำตัวขี้เกียจ

ย้อนหลังไปในอาชีพการงาน ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับอดีตสาวโรงงานทอผ้าแถบรังสิต ซึ่งเงินต่อเดือนของเธอแม้รวมโอทีแล้ว ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ผมเคยได้เลยด้วยซ้ำ แต่เขาต้องทำงานแทบไม่ได้หยุดพัก ต้องเย็บผ้าให้ได้ตามยอดในเวลาที่กำหนด คนในโรงงานหลายคนไม่มีเวลาแม้จะกินข้าว กระทั่งจะลุกไปเข้าห้องน้ำก็ต้องกลั้นใจอั้นไว้(จนหลายคนเป็นโรคไต) ไม่งั้นทำไม่ทัน

เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ เธอต้องหิวข้าว หิวน้ำไม่ต่างไปจากผม แต่ด้วยเงินเท่านั้น การกินอยู่ของเธอ ก็ดูจะผิดเพี้ยนจากเราไปเสียมากมาย

ที่หอพัก เธอต้องอยู่รวมกันสามหรือสี่คน ถึงจะพอจ่ายค่าเช่าไหว เพราะยังต้องกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด

สถานภาพอย่างนี้ไหนเลยจะพูดถึงเงินเก็บเงินออม ให้เจ็บช้ำน้ำใจ   

.......................................................

 

ถึงตอนนี้ผมกลับบ้านมารับงานอิสระ ได้อาศัยอยู่บ้านกับพ่อแม่ ดูจากสถานการณ์เศรษฐกิจ คงยากที่จะหาเงินทอง ในสภาพที่คนกำลังจะตกงานอีกนับแสน มีคนพร้อมจะออกมาแย่งที่ทางทำกินกันอีกมากมาย มองไปรอบตัวกับเพื่อนวัยเดียวกัน หลายคนเริ่มเติบโตในสายงานที่ทำ เริ่มมีความมั่นคงในชีวิต ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็กำลังหาทางออกให้ชีวิต เมื่อเจอหน้า หรือคุยกันออนไลน์ หลายคนมักจะพูดตรงกันว่า อยากมีกิจการส่วนตัว

หลายคนอยากมีร้านกาแฟ -เบเกอรี่  หรือกิจการในฝันจำนวนมาก ที่สามารถหาอ่านได้จากหนังสือฮาวทูขายดี (มีขายตรงบ้าง แอบขายบ้าง... )

กับวันคืนที่อ่อนไหว หนังสือบางเล่ม อาจจะสะกดใจให้เราตกอยู่ใต้อำนาจของมันได้ไม่ยาก

ผมก็ไม่ต่างจากเพื่อน ที่อยากเป็นเจ้านายตัวเอง แต่ผมก็กลัวใจตัวเองเช่นกัน

กลัวว่าในการมุ่งมั่นทำมาหากิน อาจมีบางอย่างหล่นหายไปในระหว่างทาง

ผมนึกถึงเรื่องราวมากมายบนโต๊ะกินข้าว นึกถึงเรื่องที่พ่อพาพวกเราไปเที่ยวครั้งนั้น นอกจากการเที่ยวได้คุ้มค่าในราคาแสนประหยัด ผมคิดว่าสิ่งสำคัญกว่าอาจไม่ใช่เรื่องที่ว่า วันนั้นพ่อใช้เงินไปเท่าไหร่

ในวันที่เราคิดกันแต่เรื่องเงินทอง บางทีผมคิดว่า แค่เรามีเวลาให้กันบ้างก็พอแล้ว

และบางทีผมคงต้องนึกเรื่องหาเงินให้น้อยลงอีกนิด แล้วคิดถึงคำของพ่อให้ขึ้นใจ

ประหยัดคือกำไร จำไว้นะ

ขอบคุณครับพ่อ...

 

 

ปล. -เดิมทีผมเขียนเรื่องนี้ส่งไปลงคอลัมน์ 'His voice' ในนิตยสาร IMAGE ฉบับ May 2009 ปกอนันดากับจื๊ด-แสงทอง) ด้วยความกรุณาของคุณนิด และพี่หมี บก. - ขอบคุณที่ให้โอกาสครับ... : )

       -เรื่องที่ได้ลงตีพิมพ์เป็นส่วนย่อจากเรื่องที่ผมเอาลงที่ Exteen วันนี้ ซึ่งตอนนั้นผมตัดตอนส่งไปเพื่อให้ได้ความยาวตามที่กำหนดไว้ในเล่ม (ถ้าได้ไปอ่านดูจะรู้ว่า ผลจากการ Edit ของมืออาชีพนั้นทำให้เรื่องกระชับและอ่านง่ายขึ้นอีกมากเลยครับ)

       

 

 


edit @ 4 Jul 2009 19:09:36 by เขียนเอง

edit @ 14 Jul 2009 20:48:48 by เขียนเอง